สต็อกยา & เวชภัณฑ์
บัตรคุมสต็อก (stock card) สำหรับคลินิก: 8 ช่องที่ต้องมี ตัวอย่างบัตรจริง FEFO และจุดสั่งซื้อ
บัตรคุมสต็อกที่ใช้ได้จริงมี 8 ช่อง และช่องที่คลินิกความงามมักไม่มีคือเลขล็อตกับวันหมดอายุ ซึ่งเป็นสองช่องที่ทำให้ตัดของตามหลัก FEFO ได้ และเป็นสองช่องเดียวที่ช่วยได้ตอนต้องเรียกคืนของ บทความนี้มีตัวอย่างบัตรที่กรอกครบ วิธีนับสต็อกเมื่อยอดไม่ตรง สูตรจุดสั่งซื้อพร้อมตัวอย่างคำนวณ และเส้นแบ่งว่า Excel พอถึงตรงไหน
เผยแพร่ แก้ไขล่าสุด อ่าน 20 นาที

คำตอบสั้น ๆ
- บัตรคุมสต็อก (stock card / บัญชีคุมสินค้า) คือบันทึกการเคลื่อนไหวของสินค้า หนึ่งรายการ ต่อหนึ่งสาขา โดยทุกบรรทัดมี ยอดคงเหลือต่อเนื่อง กำกับ — ไม่ใช่รายงานสรุปตอนสิ้นเดือน
- ช่องขั้นต่ำ 8 ช่อง: วันที่ · เอกสารอ้างอิง · เลขล็อต · วันหมดอายุ · จำนวนรับ · จำนวนจ่าย · ยอดคงเหลือ · ผู้บันทึก — WHO ระบุให้บันทึกการรับ เก็บ และจ่ายไว้อย่างครบถ้วน โดยมีอย่างน้อยวันที่ ชื่อสินค้า จำนวนที่รับหรือจ่าย คู่ค้า เลขล็อต และ วันหมดอายุ
- ของที่มีวันหมดอายุต้องหมุนเวียนแบบ FEFO — หยิบล็อตที่หมดอายุก่อนออกก่อน ไม่ใช่ FIFO ซึ่งดูลำดับที่รับเข้า และ FEFO จะทำไม่ได้เลยถ้าบัตรไม่มีช่องล็อตกับวันหมดอายุ
- คลินิกที่ครอบครองยาเสพติดให้โทษหรือวัตถุออกฤทธิ์ (เช่น มิดาโซแลม เคตามีน เฟนเทอร์มีน ไดอาซีแพม) มี บัญชีรับ-จ่ายและรายงานประจำเดือนตามแบบของ อย. แยกต่างหาก ส่งภายใน 1 เดือนนับจากวันสิ้นเดือน บัตรคุมสต็อกภายในไม่ได้ทดแทนบัญชีชุดนั้น
- เมื่อยอดนับไม่ตรงกับบัตร ให้ หาสาเหตุแล้วลงรายการปรับยอดใหม่พร้อมเหตุผลและผู้อนุมัติ ห้ามลบหรือทับตัวเลขเดิม — WHO ระบุให้หา root cause และวาง CAPA ไม่ใช่แค่แก้ตัวเลข
- จุดสั่งซื้อ = (ปริมาณใช้เฉลี่ยต่อวัน × lead time เป็นวัน) + สต็อกกันชน ตัวอย่างคำนวณ 3 รายการอยู่ในบทความ
01บัตรคุมสต็อกคืออะไร และต้องมีช่องอะไรบ้าง
บัตรคุมสต็อกคือแฟ้มบันทึกของสินค้า หนึ่งรายการ ที่ หนึ่งสาขา ทุกครั้งที่ของเข้าหรือออก จะมีหนึ่งบรรทัดเพิ่มขึ้นมา และท้ายบรรทัดนั้นบอกว่าเหลือเท่าไร คุณค่าทั้งหมดของมันอยู่ที่คำว่า ต่อเนื่อง — ถ้าตอบไม่ได้ว่า ณ บ่ายวันอังคารที่แล้วเหลือกี่ขวด สิ่งที่คุณมีคือรายงานสรุป ไม่ใช่บัตรคุมสต็อก
WHO วางข้อกำหนดขั้นต่ำไว้ในแนวปฏิบัติการเก็บรักษาและกระจายผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ (TRS 1025 ภาคผนวก 7) ข้อ 17.10 ว่าให้เก็บบันทึกการรับ การเก็บ และการจ่ายไว้อย่างครบถ้วน โดยระบุอย่างน้อย วันที่ · ชื่อและรายละเอียดสินค้า · จำนวนที่รับหรือจ่าย · ชื่อและที่อยู่ของผู้ขายและผู้รับ · เลขล็อต · วันหมดอายุ และข้อ 13.1 ระบุว่าต้องเก็บยอดคงคลังของทุกรายการไว้ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ และ อัปเดตหลังทุกรายการ ทั้งรับเข้า จ่ายออก สูญหาย และปรับยอด แปลเป็นช่องบนบัตรคลินิกได้ตามนี้
- วันที่ — วันที่ของจริงที่ของเคลื่อนไหว ไม่ใช่วันที่ที่ว่างมานั่งกรอกย้อนหลัง
- เอกสารอ้างอิง — ใบรับของ เลขที่เคส ใบโอนระหว่างสาขา หรือเลขที่ใบปรับยอด บรรทัดที่ไม่มีเอกสารอ้างอิงคือบรรทัดที่ตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้
- เลขล็อต — ช่องที่คลินิกความงามมักไม่มี และเป็นช่องที่ทำให้เรียกคืนของเฉพาะล็อตได้
- วันหมดอายุ — ของล็อตเดียวกันเท่านั้นที่ใช้วันหมดอายุร่วมกันได้ ถ้ารับของสองล็อตในเดือนเดียวกัน ต้องเป็นสองบรรทัด
- จำนวนรับ และ จำนวนจ่าย แยกคนละช่อง — ไม่ใช่ช่องเดียวที่ใส่เลขติดลบ เพราะเลขติดลบที่เขียนมือหายง่ายที่สุด
- ยอดคงเหลือ — ต้อง คำนวณจากบรรทัดก่อนหน้า ไม่ใช่ตัวเลขที่ใครสักคนพิมพ์ทับ
- ผู้บันทึก — ชื่อคน ไม่ใช่ชื่อแผนก เพราะเวลายอดไม่ตรง คำถามแรกคือ "ถามใครได้"
วันที่3 ส.ค. 2569
- เอกสารอ้างอิง
- ยอดยกมา
- ล็อต
- —
- หมดอายุ
- —
- รับ
- —
- จ่าย
- —
- คงเหลือ
- 4
- ผู้บันทึก
- —
วันที่5 ส.ค. 2569
- เอกสารอ้างอิง
- GR-2569-0388 ใบรับของ
- ล็อต
- C4402T
- หมดอายุ
- 31 มี.ค. 2570
- รับ
- 6
- จ่าย
- —
- คงเหลือ
- 10
- ผู้บันทึก
- ภญ.ปาริชาต
วันที่7 ส.ค. 2569
- เอกสารอ้างอิง
- OPD-006712 เคสหัตถการ
- ล็อต
- C4402T
- หมดอายุ
- 31 มี.ค. 2570
- รับ
- —
- จ่าย
- 1
- คงเหลือ
- 9
- ผู้บันทึก
- พว.ณัฐริกา
วันที่12 ส.ค. 2569
- เอกสารอ้างอิง
- GR-2569-0412 ใบรับของ
- ล็อต
- C4521T
- หมดอายุ
- 30 มิ.ย. 2570
- รับ
- 10
- จ่าย
- —
- คงเหลือ
- 19
- ผู้บันทึก
- ภญ.ปาริชาต
วันที่14 ส.ค. 2569
- เอกสารอ้างอิง
- OPD-006840 เคสหัตถการ
- ล็อต
- C4402T
- หมดอายุ
- 31 มี.ค. 2570
- รับ
- —
- จ่าย
- 2
- คงเหลือ
- 17
- ผู้บันทึก
- พว.ณัฐริกา
วันที่19 ส.ค. 2569
- เอกสารอ้างอิง
- TF-2569-0031 โอนไปสาขาทองหล่อ
- ล็อต
- C4402T
- หมดอายุ
- 31 มี.ค. 2570
- รับ
- —
- จ่าย
- 3
- คงเหลือ
- 14
- ผู้บันทึก
- ภญ.ปาริชาต
วันที่26 ส.ค. 2569
- เอกสารอ้างอิง
- ADJ-2569-0009 ปรับยอดจากการนับรอบเดือน
- ล็อต
- C4521T
- หมดอายุ
- 30 มิ.ย. 2570
- รับ
- —
- จ่าย
- 1
- คงเหลือ
- 13
- ผู้บันทึก
- ภญ.ปาริชาต
วันที่31 ส.ค. 2569
- เอกสารอ้างอิง
- ยอดยกไป
- ล็อต
- —
- หมดอายุ
- —
- รับ
- —
- จ่าย
- —
- คงเหลือ
- 13
- ผู้บันทึก
- —
02FEFO ไม่ใช่ FIFO และคลินิกความงามต้องใช้ FEFO

WHO นิยาม FEFO (first expiry / first out) ว่าเป็นวิธีจ่ายของที่ทำให้สต็อกซึ่ง หมดอายุก่อน ถูกจ่ายหรือใช้ก่อนสต็อกรายการเดียวกันที่หมดอายุทีหลัง และข้อ 12.30 ระบุตรง ๆ ว่าให้หมุนเวียนสต็อกอย่างเหมาะสมโดย ยึดหลัก FEFO ส่วน FIFO ตัดสินจากลำดับที่รับเข้าคลัง ซึ่งเป็นคนละคำถามกัน และให้คำตอบต่างกันทันทีที่ซัพพลายเออร์ส่งของล็อตที่อายุสั้นกว่ามาทีหลัง — เรื่องที่เกิดกับของแช่เย็นบ่อยกว่าที่คิด
สิ่งที่ต่างกันเกณฑ์ที่ใช้เลือกของออก
- FIFO
- ลำดับที่รับเข้าคลัง
- FEFO
- วันหมดอายุที่ใกล้ที่สุด
สิ่งที่ต่างกันข้อมูลขั้นต่ำที่บัตรต้องมี
- FIFO
- วันที่รับเข้า
- FEFO
- เลขล็อตและวันหมดอายุ ครบทุกบรรทัด
สิ่งที่ต่างกันเมื่อของอายุสั้นกว่ามาถึงทีหลัง
- FIFO
- ยังหยิบล็อตที่รับก่อน ล็อตอายุสั้นจึงค้างอยู่จนหมดอายุ
- FEFO
- หยิบล็อตที่หมดอายุก่อน ไม่สนใจว่ารับเข้ามาเมื่อไร
สิ่งที่ต่างกันผลเมื่อทำผิด
- FIFO
- ต้นทุนที่ตัดออกไม่ตรงกับของที่ใช้จริง
- FEFO
- ของหมดอายุคาชั้น ต้องทิ้งหรือส่งคืน
สิ่งที่ต่างกันเหมาะกับ
- FIFO
- วัสดุที่ไม่มีวันหมดอายุ
- FEFO
- ยา สารน้ำ ฟิลเลอร์ โบทูลินัมท็อกซิน เวชสำอาง — ทุกอย่างที่มี EXP
สำหรับคลินิกความงาม เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การประหยัด ของหลายอย่างที่คลินิกถืออยู่เป็นของ cold chain ต้องอยู่ในช่วงอุณหภูมิที่กำหนดตลอดเวลา และเป็นของที่ฉีดเข้าตัวคน เมื่อผู้ผลิตแจ้งเรียกคืนสินค้า สิ่งที่ตอบต้องได้ภายในวันเดียวคือ "ล็อตนั้นเข้ามาเมื่อไร กี่ชิ้น ใช้ไปกับใครบ้าง เหลือเท่าไร" WHO ข้อ 10.7 ระบุว่าบันทึกการกระจายสินค้าต้องมีข้อมูลพอที่จะติดตามได้ โดยระบุ เลขล็อตและจำนวน ไว้ชัดเจน คลินิกที่บัตรคุมสต็อกไม่มีช่องล็อต ตอบคำถามนั้นไม่ได้เลย ไม่ว่าจะขยันแค่ไหน
03ยาที่กฎหมายบังคับให้มีบัญชีรับ-จ่ายแยกต่างหาก
บัตรคุมสต็อกที่คลินิกออกแบบเองเป็นเครื่องมือบริหาร ไม่ใช่แบบฟอร์มตามกฎหมาย แต่ถ้าคลินิกครอบครองยาเสพติดให้โทษหรือวัตถุออกฤทธิ์ จะมี บัญชีและรายงานตามแบบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแยกอีกชุดหนึ่ง ที่ต้องทำและต้องส่ง กองควบคุมวัตถุเสพติดสรุปแบบฟอร์มของสถานพยาบาลไว้ดังนี้
กลุ่มวัตถุเสพติดยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 · วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2
- แบบบัญชี
- บ.ย.ส.2/ว.จ. 2-จ1 (รักษาผู้ป่วย) · บ.ย.ส.2/ว.จ. 2-จ2 (หน่วยกระจายยา)
- แบบรายงานประจำเดือน
- ร.ย.ส.2/ว.จ. 2-จ1 · ร.ย.ส.2/ว.จ. 2-จ2
- กำหนดส่ง
- ภายใน 1 เดือน นับจากวันสิ้นเดือน
กลุ่มวัตถุเสพติดวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 3 และ 4
- แบบบัญชี
- บ.ค.-2
- แบบรายงานประจำเดือน
- ร.ค.-4/เดือน
- กำหนดส่ง
- ภายใน 1 เดือน นับจากวันสิ้นเดือน
กลุ่มวัตถุเสพติดยาเสพติดให้โทษในประเภท 3
- แบบบัญชี
- —
- แบบรายงานประจำเดือน
- ยส.วจ./เดือน
- กำหนดส่ง
- ภายใน 1 เดือน นับจากวันสิ้นเดือน
04หน้าตาบัตรคุมสต็อกที่กรอกครบ
ข้างล่างคือหัวบัตรหนึ่งใบพร้อมช่องทั้ง 8 ที่ต้องมีในทุกบรรทัด เลขในวงกลมตรงกับลำดับช่องในบทความ พิมพ์ออกมาใช้เป็นแม่แบบได้เลย ไม่ว่าจะทำบนกระดาษ บน Excel หรือใช้ตรวจว่าระบบที่กำลังจะซื้อมีช่องครบไหม
บัตรคุมสต็อก · Botulinum toxin type A 100 U
รหัสสินค้า BTX-100 · หน่วยนับ: ขวด · เก็บที่ 2–8°C · สาขาสุขุมวิท
- วันที่
- 12 ส.ค. 2569 — วันที่ของเคลื่อนไหวจริง ไม่ใช่วันที่มากรอกย้อนหลัง
- เอกสารอ้างอิง
- GR-2569-0412 (ใบรับของ) · หรือเลขที่เคส · หรือใบโอนระหว่างสาขา · หรือใบปรับยอด
- เลขล็อต
- C4521T — คัดจากกล่องจริง ไม่ใช่จากใบสั่งซื้อ
- วันหมดอายุ
- 30 มิ.ย. 2570 — ล็อตต่างกันต้องคนละบรรทัดเสมอ
- จำนวนรับ
- 10 ขวด
- จำนวนจ่าย
- — (ช่องแยกจากช่องรับ ไม่ใช้เลขติดลบ)
- ยอดคงเหลือ
- 19 ขวด — คำนวณจากบรรทัดก่อนหน้า ไม่ใช่ตัวเลขที่พิมพ์ทับ
- ผู้บันทึก
- ภญ.ปาริชาต (ลงชื่อ) — ชื่อคน ไม่ใช่ชื่อแผนก
รายการปรับยอดต้องมีช่องที่ 9 เพิ่ม: เหตุผล และผู้อนุมัติ
05นับสต็อก: นับหมุนเวียน นับใหญ่ และเมื่อยอดไม่ตรง

บัตรที่ไม่เคยถูกนับเทียบคือบัตรที่ไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือเปล่า WHO ข้อ 13.1 ระบุให้ทำ การกระทบยอดสต็อกตามรอบที่กำหนดไว้ โดยเทียบของจริงกับยอดที่บันทึกไว้ ข้อ 13.2 ระบุให้ หาสาเหตุที่แท้จริงของส่วนต่าง และวางมาตรการแก้ไข-ป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ และข้อ 13.4 ระบุให้ตรวจสต็อกเป็นระยะเพื่อหาของที่ใกล้หมดอายุแล้วแยกออกจากของที่ใช้ได้ สังเกตว่าทั้งสามข้อไม่ได้พูดถึง "การนับใหญ่ปีละครั้ง" เลย
งานวิจัยเชิงปฏิบัติการที่โรงพยาบาลมุกดาหารแสดงว่าการนับถี่ ๆ ทำได้จริงและได้ผล ทีมเภสัชกรรมใช้แบบฟอร์มประเมินความถูกต้องของสต็อกรายวันควบคู่กับระบบ FEFO กับเวชภัณฑ์ยาและวัสดุเภสัชกรรม 1,053 รายการ เป็นเวลา 9 เดือน (ธ.ค. 2567 – ส.ค. 2568) รวม 24 รอบการตรวจสอบ ครอบคลุมเวชภัณฑ์ที่ตรวจทั้งหมด 21,908 รายการ ผลคือความถูกต้องของจำนวนคงคลังเฉลี่ย 99.99% ความถูกต้องของล็อตและวันหมดอายุ 99.68% และความถูกต้องของการจัดเรียงตามหลัก FEFO 99.75% ที่สำคัญกว่านั้นคือมูลค่ายาที่ต้องคืนหรือแลกเปลี่ยนลดลงจาก 1,377,678.66 บาท ในปีงบประมาณ 2567 เหลือ 956,585.64 บาท ในปี 2568 — ลดลง 30.60%
กลุ่มของมูลค่าสูง หรือควบคุมตามกฎหมาย
- ตัวอย่างในคลินิกความงาม
- โบทูลินัมท็อกซิน ฟิลเลอร์ ยาในบัญชีวัตถุออกฤทธิ์
- ความถี่ที่ควรนับ
- ทุกสัปดาห์ หรือทุกครั้งที่ปิดรอบเวร
กลุ่มของหมุนเวียนเร็ว
- ตัวอย่างในคลินิกความงาม
- ยาชาเฉพาะที่ เข็ม สารน้ำ เวชภัณฑ์สิ้นเปลืองที่ใช้ทุกวัน
- ความถี่ที่ควรนับ
- ทุกเดือน
กลุ่มของหมุนเวียนช้าและมูลค่าต่ำ
- ตัวอย่างในคลินิกความงาม
- ผ้าก๊อซ ถุงมือ วัสดุในห้องหัตถการที่เบิกทีละมาก ๆ
- ความถี่ที่ควรนับ
- ทุกไตรมาส
กลุ่มของนับใหญ่ทั้งคลัง
- ตัวอย่างในคลินิกความงาม
- ทุกรายการ โดยหยุดการเคลื่อนไหวระหว่างนับ
- ความถี่ที่ควรนับ
- ปีละครั้ง ตามรอบบัญชี
หยุดการเคลื่อนไหวของรายการนั้นก่อน
ห้ามเบิกเพิ่มระหว่างที่ยังหาส่วนต่างไม่เจอ ไม่อย่างนั้นตัวเลขจะขยับอีกรอบก่อนที่จะรู้ว่าหายตอนไหน
นับซ้ำโดยคนละคนกับคนที่นับรอบแรก
ส่วนต่างจำนวนไม่น้อยหายไปตรงนี้ เพราะเป็นการนับข้ามกล่องหรือนับหน่วยผิด ไม่ใช่ของหายจริง นับซ้ำก่อนเปิดเรื่อง
ไล่ย้อนหาบรรทัดสุดท้ายที่ยอดเคยตรง
บัตรที่มียอดคงเหลือทุกบรรทัดทำให้ตีกรอบได้ว่าเรื่องเกิดในช่วงไหน เหลือรายการให้ไล่ไม่กี่บรรทัดแทนที่จะไล่ทั้งปี
หาสาเหตุ ไม่ใช่แค่แก้ตัวเลขให้ตรง
สาเหตุที่พบบ่อยคือ ของที่ใช้ในเคสไม่ได้ถูกตัดสต็อก · ของเสียหายหรือหมดอายุถูกทิ้งโดยไม่ลงบันทึก · ของโอนไปสาขาอื่นแล้วลงข้างเดียว · หน่วยนับปนกันระหว่างขวดกับกล่อง แต่ละสาเหตุแก้คนละวิธี
ลงรายการปรับยอดเป็นบรรทัดใหม่ พร้อมเหตุผลและผู้อนุมัติ
ห้ามลบหรือทับบรรทัดเดิม การปรับยอดคือการเคลื่อนไหวชนิดหนึ่ง และต้องมีคนที่ไม่ใช่คนนับเป็นผู้อนุมัติ นี่คือจุดที่แยกบัตรคุมสต็อกออกจากไฟล์ที่ใครก็แก้ได้
ถ้าเป็นวัตถุออกฤทธิ์หรือยาเสพติดให้โทษ อย่าปรับเฉพาะบัตรภายใน
บัญชีตามแบบของ อย. ต้องสอดคล้องกับของจริงเช่นกัน แนวทางแก้ไขและการรายงานส่วนต่างในบัญชีชุดนั้น ให้สอบถามกองควบคุมวัตถุเสพติดหรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดโดยตรง
06จุดสั่งซื้อ: สูตรและตัวอย่างคำนวณ 3 รายการ
บัตรคุมสต็อกที่ดีจะบอกได้ว่าเหลือเท่าไร แต่ยังไม่บอกว่า ควรสั่งเมื่อไร ตัวเลขที่ตอบคำถามนั้นคือจุดสั่งซื้อ (reorder point): จุดสั่งซื้อ = (ปริมาณใช้เฉลี่ยต่อวัน × lead time เป็นวัน) + สต็อกกันชน โดย lead time คือระยะเวลาตั้งแต่สั่งจนของถึงชั้นจริง ๆ ไม่ใช่ที่ซัพพลายเออร์คุยไว้ และสต็อกกันชนคือส่วนที่เผื่อไว้สำหรับสัปดาห์ที่คนไข้เยอะกว่าปกติหรือของส่งช้า ใช้ตัวเลขจากบัตรคุมสต็อกของตัวเอง 3 เดือนย้อนหลังหาค่าเฉลี่ย อย่าใช้ความรู้สึก
รายการโบทูลินัมท็อกซิน 100 U
- ใช้เฉลี่ย/วัน
- 0.8 ขวด
- Lead time (วัน)
- 7
- สต็อกกันชน
- 3 ขวด
- จุดสั่งซื้อ
- 9 ขวด
รายการฟิลเลอร์ HA 1 ml
- ใช้เฉลี่ย/วัน
- 1.5 หลอด
- Lead time (วัน)
- 14
- สต็อกกันชน
- 8 หลอด
- จุดสั่งซื้อ
- 29 หลอด
รายการยาชาเฉพาะที่แบบครีม 30 g
- ใช้เฉลี่ย/วัน
- 2.0 หลอด
- Lead time (วัน)
- 5
- สต็อกกันชน
- 5 หลอด
- จุดสั่งซื้อ
- 15 หลอด
การตั้งจุดสั่งซื้อไม่ได้แปลว่าต้องแช่ของไว้มากขึ้น งานวิจัยที่โรงพยาบาลเมืองพัทยาใช้นโยบายบริหารยาคงคลังแบบต่อเนื่องร่วมกับการพยากรณ์แบบค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่และ lead time 0.5 เดือน แล้วเปรียบเทียบกับการทำงานแบบเดิม ผลคือ มูลค่ายาคงคลังเฉลี่ยต่อเดือนลดลงร้อยละ 8.6–24.5 และ อัตราหมุนเวียนยาคงคลังเฉลี่ยต่อปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.4–32.8 พร้อมกัน — เงินจมน้อยลงและของหมุนเร็วขึ้นในเวลาเดียวกัน เพราะจุดสั่งซื้อที่ตั้งจากข้อมูลจริงแทนที่การสั่งเผื่อไว้ก่อน
07Excel พอไหม และมันพังตรงไหน
Excel ทำบัตรคุมสต็อกได้จริง และสำหรับคลินิกสาขาเดียวที่มีของไม่กี่สิบรายการ คนบันทึกคนเดียว มันเพียงพอ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Excel ทำไม่ได้ แต่อยู่ที่ Excel ไม่บังคับอะไรเลย ช่องล็อตที่ไม่มีใครกรอกก็ยังเซฟไฟล์ได้ ยอดคงเหลือที่ถูกพิมพ์ทับสูตรก็ไม่มีอะไรเตือน และเซลล์ที่ถูกแก้เมื่อวานก็ไม่เหลือร่องรอยว่าเคยเป็นเลขอะไร เส้นแบ่งจึงไม่ใช่จำนวนรายการ แต่คือคำถามว่าคุณต้องการให้ระบบ บังคับ อะไรไว้บ้าง
งานที่ต้องทำยอดคงเหลือต่อเนื่องทุกบรรทัด
- บัตรกระดาษ
- บวกลบเอง ผิดแล้วผิดยาว
- Excel
- สูตรคำนวณให้ แต่พังเงียบเมื่อมีคนแทรกหรือลบแถว
- ระบบสต็อก
- คำนวณจากรายการเคลื่อนไหว แก้ทีหลังไม่ได้โดยไม่ทิ้งร่องรอย
งานที่ต้องทำคุมเลขล็อตและวันหมดอายุ
- บัตรกระดาษ
- ได้ ถ้าเขียนครบทุกบรรทัดจริง
- Excel
- ทำได้ แต่ต้องออกแบบเอง และมักกลายเป็นคอลัมน์ที่ว่างเปล่า
- ระบบสต็อก
- เป็นช่องบังคับตอนรับของ
งานที่ต้องทำบังคับ FEFO ตอนจ่ายออก
- บัตรกระดาษ
- อาศัยวินัยของคนหยิบ
- Excel
- อาศัยวินัยของคนหยิบ
- ระบบสต็อก
- เสนอล็อตที่หมดอายุก่อนให้อัตโนมัติ
งานที่ต้องทำเตือนของใกล้หมดอายุ
- บัตรกระดาษ
- ต้องเดินดูชั้นเอง
- Excel
- ต้องเปิดไฟล์กรองเอง
- ระบบสต็อก
- ตั้งจำนวนวันล่วงหน้าไว้แล้วเตือนให้
งานที่ต้องทำหลายคนทำงานพร้อมกัน
- บัตรกระดาษ
- ทีละคน ต่อคิวกันที่แฟ้ม
- Excel
- ไฟล์ชนกัน หรือลงเอยที่ไฟล์ชื่อ "ล่าสุดจริง ๆ .xlsx"
- ระบบสต็อก
- หลายคนบันทึกพร้อมกันได้
งานที่ต้องทำหลายสาขา
- บัตรกระดาษ
- แยกแฟ้มต่อสาขา ไม่มีภาพรวม
- Excel
- รวมไฟล์เองตอนสิ้นเดือน
- ระบบสต็อก
- ยอดแยกต่อสาขา และดูรวมได้ทันที
งานที่ต้องทำร่องรอยว่าใครแก้อะไรเมื่อไร
- บัตรกระดาษ
- ลายมือ การขีดฆ่า และการเซ็นกำกับ
- Excel
- ไม่มี — แก้เซลล์แล้วไม่เหลืออะไรเลย
- ระบบสต็อก
- ทุกบรรทัดมีผู้บันทึกและเวลา
งานที่ต้องทำเชื่อมกับของที่ใช้จริงในเคส
- บัตรกระดาษ
- ต้องคัดจากเวชระเบียนมาลงอีกที
- Excel
- ต้องคัดมาลงอีกทีเช่นกัน
- ระบบสต็อก
- ตัดสต็อกจากรายการในเคสโดยตรง
08ตั้งระบบบัตรคุมสต็อกให้เสร็จใน 1 สัปดาห์
วันที่ 1 — ตัดสินใจว่าอะไรต้องมีบัตร
เริ่มจากของมูลค่าสูง ของแช่เย็น และของที่ควบคุมตามกฎหมาย ไม่ต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน คลินิกส่วนใหญ่มีของกลุ่มนี้ไม่เกิน 30–50 รายการ ส่วนถุงมือกับผ้าก๊อซค่อยตามมาทีหลัง
วันที่ 2 — กำหนดหน่วยนับให้ตายตัวรายการละหนึ่งหน่วย
ขวด หรือ กล่อง หรือ ยูนิต — เลือกอย่างเดียวแล้วเขียนติดไว้ที่ชั้น ส่วนต่างที่เจอตอนนับจำนวนมากเกิดจากคนละคนใช้คนละหน่วย ไม่ใช่ของหาย
วันที่ 3 — นับตั้งต้นทั้งคลัง แยกตามล็อต
นับของจริงพร้อมจดเลขล็อตและวันหมดอายุจากกล่อง ยอดนี้จะกลายเป็นบรรทัด "ยอดยกมา" ของทุกบัตร ทำครั้งเดียว ให้ถูกที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะทุกอย่างหลังจากนี้เดินต่อจากตัวเลขชุดนี้
วันที่ 4 — ตั้งจุดสั่งซื้อและสต็อกกันชน
ใช้สูตรในบทความกับข้อมูลย้อนหลัง 3 เดือน ถ้าไม่มีข้อมูล ให้เดาไว้ก่อนแล้วนัดทบทวนอีกครั้งในอีก 1 เดือน ตัวเลขที่ผิดแล้วถูกทบทวน ดีกว่าช่องว่างที่ไม่มีใครกลับมาดู
วันที่ 5 — เขียนกติกาว่าใครบันทึกได้ และบันทึกเมื่อไร
หลักเดียวที่ต้องยึด: บันทึกตอนของเคลื่อนไหว ไม่ใช่ตอนสิ้นวัน และคนที่บันทึกคือคนที่หยิบของ การให้คนหนึ่งรวบรวมใส่สมุดตอนเย็นคือจุดที่ข้อมูลเริ่มเพี้ยน
วันที่ 6 — ตั้งรอบนับและวันเตือนของใกล้หมดอายุ
ลงในปฏิทินจริงว่านับกลุ่มไหนวันไหน และตั้งว่าจะเตือนล่วงหน้ากี่วันก่อนหมดอายุ ระยะเตือนควรยาวพอที่จะยังใช้ของนั้นทันหรือส่งคืนซัพพลายเออร์ได้ ไม่ใช่แค่พอรู้ว่าหมดอายุแล้ว
วันที่ 7 — ใช้จริงหนึ่งวันเต็ม แล้วนับซ้ำตอนเย็น
เลือกรายการที่หมุนเร็วที่สุด 5 รายการ นับตอนเย็นเทียบกับบัตร ถ้ายอดตรงทั้ง 5 แปลว่ากติกาที่เขียนไว้ใช้ได้จริง ถ้าไม่ตรง คุณเพิ่งเจอช่องโหว่ในวันแรกแทนที่จะเจอตอนสิ้นปี
09ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- บัตรใบเดียวคุมหลายสาขา — ยอดรวมที่ถูกต้องแต่ไม่รู้ว่าของอยู่ที่ไหน ใช้ทำอะไรไม่ได้เลย หนึ่งใบต่อหนึ่งรายการต่อหนึ่งสาขา และการโอนระหว่างสาขาต้องลงสองด้าน
- ไม่มีช่องล็อตเพราะ "จำได้" — จำได้จนถึงวันที่ผู้ผลิตแจ้งเรียกคืนล็อตหนึ่ง แล้วต้องตอบว่าฉีดให้ใครไปบ้าง
- ยอดคงเหลือถูกพิมพ์ทับแทนที่จะคำนวณ — พอมีคนพิมพ์ทับหนึ่งครั้ง บัตรทั้งใบก็หยุดเป็นบัตรคุมสต็อกทันที และไม่มีอะไรบอกว่าหยุดตั้งแต่บรรทัดไหน
- แก้ตัวเลขย้อนหลังแทนที่จะลงรายการปรับยอด — ยอดตรงแล้วก็จริง แต่สาเหตุที่ทำให้ไม่ตรงยังอยู่ และจะกลับมาอีกในเดือนหน้า
- ตัดสต็อกตอนสิ้นวันจากความจำ — เคสที่ยกเลิกกลางคัน ของที่ทำตกแตก และของที่หยิบเผื่อแล้วไม่ได้ใช้ คือสามอย่างที่ความจำตอนหกโมงเย็นไม่เคยครบ
- ของที่เปิดหรือผสมแล้วไม่ถูกบันทึก — ขวดที่ผสมแล้วมีอายุใช้งานสั้นกว่าขวดที่ยังไม่เปิดมาก ถ้าบัตรยังนับเป็นของเต็มขวด ยอดจะตรงบนกระดาษแต่ของบนชั้นใช้ไม่ได้แล้ว
- หน่วยนับปนกัน — "เหลือ 3" ที่คนหนึ่งหมายถึงกล่องและอีกคนหมายถึงหลอด สร้างส่วนต่างได้มากกว่าการขโมยเสียอีก
- นับเฉพาะของแพง — ของถูกที่ขาดกลางหัตถการหยุดงานได้พอ ๆ กับของแพง และมักเป็นตัวที่ไม่มีใครดูแล
10เช็กลิสต์ตรวจบัตรคุมสต็อกของคุณเอง
หยิบบัตรของรายการที่แพงที่สุด 3 รายการมาไล่กับรายการนี้ ใช้เวลาราวสิบนาที ข้อไหนติ๊กไม่ได้คือช่องโหว่ที่รู้ตัวแล้ว ซึ่งดีกว่าช่องโหว่ที่ยังไม่รู้
- หนึ่งบัตรต่อหนึ่งรายการสินค้า และต่อหนึ่งสาขา
- ทุกบรรทัดมีวันที่ที่ของเคลื่อนไหวจริง
- ทุกบรรทัดมีเอกสารอ้างอิงที่เปิดกลับไปดูได้
- ทุกบรรทัดที่เป็นของมีอายุ มีเลขล็อตและวันหมดอายุ
- ช่องรับกับช่องจ่ายแยกกัน ไม่ใช้เลขติดลบ
- ยอดคงเหลือของทุกบรรทัดบวกลบแล้วลงตัวจากบรรทัดก่อนหน้า
- ทุกบรรทัดมีชื่อคนที่บันทึก ไม่ใช่ชื่อแผนก
- การจ่ายออกหยิบล็อตที่หมดอายุก่อนเสมอ (FEFO)
- รายการปรับยอดมีเหตุผลและผู้อนุมัติที่ไม่ใช่คนนับ
- ล็อตที่ใช้จริงถูกบันทึกไว้ในเวชระเบียนของเคสด้วย ไม่ใช่แค่ในคลัง
- มีรอบนับที่ลงปฏิทินไว้จริง ไม่ใช่ "นับเมื่อว่าง"
- ยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์มีบัญชีตามแบบของ อย. แยกอีกชุด
ใน Flow Clinic
สต็อกที่คุมเป็นล็อต และตัดของตามหลัก FEFO ให้เอง
โมดูลสต็อกของ Flow Clinic เก็บสินค้าเป็นล็อตพร้อมเลขล็อตและวันหมดอายุ และบันทึกการเคลื่อนไหวทุกครั้งเป็นรายการที่เพิ่มได้อย่างเดียว แก้หรือลบไม่ได้ โดยระบุผู้บันทึก เวลา และสาขาไว้ทุกบรรทัด
- รับของเข้าจากใบสั่งซื้อสร้างล็อตพร้อมเลขล็อตและวันหมดอายุให้ทันที และการจ่ายออกตัดจากล็อตที่หมดอายุก่อนโดยอัตโนมัติตามหลัก FEFO หรือระบุล็อตเองได้เมื่อบันทึกล็อตที่ใช้จริง
- ยอดสต็อกแยกต่อสาขา และการโอนระหว่างสาขาลงบันทึกทั้งฝั่งส่งและฝั่งรับ โดยล็อตยังเป็นล็อตเดิมเมื่อข้ามสาขา
- ของที่ใช้ในเคสหัตถการ ขายหน้าร้าน และตัดจากคอร์ส ตัดสต็อกโดยอ้างกลับไปที่เอกสารต้นทางและคนไข้ พร้อมบันทึกต้นทุนจากราคาซื้อของล็อตที่ตัดจริง
- ตั้งจุดสั่งซื้อขั้นต่ำต่อรายการ และตั้งทับเฉพาะบางสาขาได้ พร้อมตั้งจำนวนวันเตือนล่วงหน้าก่อนของหมดอายุ และรอบนับของแต่ละรายการ
- รอบนับสต็อกให้ผู้นับกรอกโดยไม่เห็นยอดในระบบ แล้วส่วนต่างต้องผ่านการอนุมัติของผู้มีสิทธิ์คนละสิทธิ์กับผู้นับก่อน จึงจะกลายเป็นรายการปรับยอดที่อ้างถึงบรรทัดที่นับ
- ฉลากสินค้าพิมพ์จากโมดูลสต็อกโดยตรง เลือกได้ว่าจะแสดงชื่อไทย ชื่ออังกฤษ รหัสสินค้า รหัสคลินิก และเครื่องหมายของแช่เย็น
แหล่งอ้างอิง
- WHO Good storage and distribution practices for medical products (TRS 1025, Annex 7) — องค์การอนามัยโลก 2563 — นิยาม FEFO · ข้อ 12.30 การหมุนเวียนสต็อก · ข้อ 13.1–13.4 การควบคุมและกระทบยอด · ข้อ 17.10 ข้อมูลที่บันทึกต้องมี
- การจัดทำรายงานวัตถุเสพติดของสถานพยาบาล — กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — แบบบัญชี แบบรายงาน และกำหนดส่ง
- วัตถุออกฤทธิ์: ประเภทและตัวอย่างวัตถุออกฤทธิ์ในแต่ละประเภท — กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
- งานวิจัยและพัฒนางานบริหารเวชภัณฑ์ยาโดยใช้ระบบ FEFO และเทคนิคการประเมินความถูกต้องสถานะคงคลังรายวัน โรงพยาบาลมุกดาหาร — วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ ปีที่ 6 ฉบับที่ 3 (2568) หน้า 462–475
- การพัฒนาระบบการบริหารยาคงคลังที่มีประสิทธิภาพสำหรับโรงพยาบาลเมืองพัทยา — วารสารเภสัชกรรมไทย ปีที่ 16 ฉบับที่ 4 (2567)
คำถามที่พบบ่อย
- บัตรคุมสต็อก บัญชีคุมสินค้า กับ stock card เป็นคนละอย่างกันไหม
- เป็นชื่อเรียกของสิ่งเดียวกัน คือบันทึกการเคลื่อนไหวเข้า-ออกของสินค้าหนึ่งรายการที่มียอดคงเหลือกำกับทุกบรรทัด บางคลินิกเรียก "บัตรคุมยา" หรือ "บัตรคุมเวชภัณฑ์" ตามประเภทของ ชื่อไม่สำคัญเท่ากับว่าบัตรนั้นมีครบ 8 ช่องหรือไม่ และมีคนนับเทียบเป็นรอบหรือเปล่า
- คลินิกเล็ก มีของ 30 รายการ ต้องทำบัตรคุมสต็อกทุกตัวเลยไหม
- ไม่จำเป็นต้องเริ่มพร้อมกันทั้งหมด เริ่มจากของที่มูลค่าสูง ของแช่เย็น และของที่ควบคุมตามกฎหมายก่อน ซึ่งมักเป็นของกลุ่มที่มูลค่ารวมสูงที่สุดแม้จะมีจำนวนรายการน้อย ส่วนของสิ้นเปลืองที่ราคาต่อชิ้นต่ำค่อยตามมาทีหลัง สิ่งที่ไม่ควรทำคือทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ กับของกลุ่มแรก
- ต้องเก็บบัตรคุมสต็อกไว้กี่ปี
- WHO ระบุไว้ในข้อ 13.1 เพียงว่าให้เก็บ "ตามระยะเวลาที่เหมาะสมและตามที่กฎหมายภายในประเทศกำหนด" โดยไม่ได้ระบุจำนวนปี สำหรับยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ซึ่งมีบัญชีตามแบบของ อย. แยกต่างหาก ให้สอบถามระยะเวลาเก็บรักษาที่ใช้จริงกับกองควบคุมวัตถุเสพติดหรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด อย่าอนุมานจากระยะเวลาของเอกสารประเภทอื่น
- นับแล้วของขาด ต้องแจ้งใครไหม
- ถ้าเป็นของทั่วไป การจัดการอยู่ในมือคลินิกเอง — หาสาเหตุ ลงรายการปรับยอดพร้อมเหตุผลและผู้อนุมัติ แล้วปิดช่องที่ทำให้เกิดซ้ำ แต่ถ้าเป็นยาเสพติดให้โทษหรือวัตถุออกฤทธิ์ ส่วนต่างจะไปกระทบบัญชีและรายงานที่ต้องส่ง อย. ด้วย กรณีแบบนั้นให้ติดต่อกองควบคุมวัตถุเสพติดหรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพื่อขอแนวทาง อย่าปรับยอดเงียบ ๆ ในบัตรภายในอย่างเดียว
- ต้องใช้ FEFO หรือ FIFO
- ของที่มีวันหมดอายุใช้ FEFO — WHO ข้อ 12.30 ระบุให้หมุนเวียนสต็อกโดยยึดหลักจ่ายของที่หมดอายุก่อนออกก่อน FIFO ใช้ได้กับของที่ไม่มีวันหมดอายุ ในคลินิกความงาม ของเกือบทั้งหมดที่คุ้มค่าจะทำบัตรคุมสต็อกล้วนมีวันหมดอายุ คำตอบจึงเป็น FEFO เกือบทั้งกระดาน
- ย้ายจาก Excel มาที่ระบบ ต้องเริ่มนับใหม่ทั้งหมดไหม
- ต้องนับหนึ่งครั้ง แต่ไม่ใช่การเริ่มใหม่ ให้นับของจริงพร้อมเลขล็อตและวันหมดอายุ แล้วนำเข้าเป็นยอดยกมา ยอดใน Excel เดิมมักไม่แยกล็อต จึงยกมาตรง ๆ ไม่ได้อยู่ดี ถือโอกาสนับรอบนี้เป็นการตั้งต้นที่ถูกต้อง แล้วเก็บไฟล์เดิมไว้อ่านอย่างเดียว อย่าบันทึกคู่ขนานสองที่ เพราะจะมีที่หนึ่งที่ไม่มีใครอัปเดต
- จำเป็นต้องมีบาร์โค้ดหรือเครื่องสแกนไหม
- ไม่จำเป็นสำหรับคลินิกส่วนใหญ่ ประโยชน์ของบาร์โค้ดคือความเร็วและการลดพิมพ์ผิด ซึ่งเห็นผลชัดเมื่อมีรายการหลักร้อยขึ้นไปหรือมีการรับของครั้งละมาก ๆ สิ่งที่ให้ผลก่อนบาร์โค้ดเสมอคือการมีช่องล็อตกับวันหมดอายุครบ และการนับเทียบเป็นรอบ