เวชระเบียนคนไข้ (OPD)

OPD card คืออะไร: 8 รายการที่เวชระเบียนคลินิกต้องบันทึกได้ เก็บกี่ปี และคนไข้ขอสำเนาได้แค่ไหน

OPD card คือเวชระเบียนผู้ป่วยนอก และเป็นรายการที่เจ้าหน้าที่ตรวจทุกปี บทความนี้บอกว่าบัตรต้องบันทึกอะไรได้ 8 ข้อ ต้องเก็บนานเท่าไรและนับจากวันไหน คนไข้ขอสำเนาได้แค่ไหน รูปก่อน-หลังกับ PDPA เกี่ยวกันอย่างไร และคลินิกความงามต้องเพิ่มอะไรที่บัตรมาตรฐานไม่มี

เผยแพร่ แก้ไขล่าสุด อ่าน 19 นาที

แฟ้มเวชระเบียนผู้ป่วยนอกเรียงบนชั้นหลังเคาน์เตอร์คลินิกผิวหนัง

คำตอบสั้น ๆ

  1. OPD card คือเวชระเบียนผู้ป่วยนอก — บันทึกประจำตัวคนไข้หนึ่งคนที่คลินิกต้องจัดให้มีตาม พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 35 (3)
  2. บัตรต้องบันทึกรายละเอียดได้ 8 รายการ ตามที่ระบุในแบบตรวจมาตรฐานคลินิกเวชกรรมประจำปีที่เจ้าหน้าที่ใช้ลงตรวจ — ตั้งแต่ชื่อคลินิก เลขประจำตัวคนไข้ วันที่มารับบริการ ไปจนถึงการแพ้ยา การวินิจฉัย การรักษา และลายมือชื่อแพทย์
  3. นอกจากบัตรรายคน คลินิกยังต้องมี ทะเบียนผู้ป่วย แยกอีกหนึ่งเล่ม (ชื่อ-สกุล อายุ · เลขประจำตัว · วันที่มารับบริการ) และมีที่เก็บที่มั่นคง ปลอดภัย เป็นระเบียบ ค้นหาได้ง่าย
  4. ต้องเก็บให้อยู่ในสภาพที่ตรวจสอบได้ ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่จัดทำ — ไม่ใช่นับจากวันที่คนไข้มาครั้งสุดท้าย ฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 65
  5. คนไข้ มีสิทธิได้รับทราบข้อมูลของตนที่ปรากฏในเวชระเบียนเมื่อร้องขอ ตามคำประกาศสิทธิผู้ป่วย และตาม PDPA มาตรา 30 มีสิทธิขอสำเนา ซึ่งคลินิกต้องดำเนินการภายใน 30 วัน
  6. ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหวตาม PDPA มาตรา 26 — รูปก่อน-หลัง ผลตรวจ และประวัติแพ้ยา อยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด โทษปรับทางปกครองสูงสุด 5 ล้านบาท

01OPD card คืออะไร และกฎหมายเรียกมันว่าอะไร

OPD ย่อมาจาก outpatient department ดังนั้น OPD card คือเวชระเบียนของผู้ป่วยนอก — คนไข้ที่มาแล้วกลับ ไม่ได้นอนค้างคืน ซึ่งคือคนไข้ทุกคนของคลินิกเวชกรรมและคลินิกเวชกรรมเฉพาะทาง คำว่า "OPD card" ไม่ใช่ศัพท์กฎหมาย กฎหมายใช้คำว่า เวชระเบียน และในแบบตรวจของเจ้าหน้าที่ใช้คำว่า "เวชระเบียน หรือบัตรผู้ป่วย"

ที่มาของหน้าที่นี้คือ พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 35 (3) ซึ่งกำหนดให้ผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการมีหน้าที่ร่วมกัน "จัดให้มีและรายงานหลักฐานเกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลและผู้ป่วย และเอกสารอื่นที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยต้องเก็บรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพที่ตรวจสอบได้ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่จัดทำ" หน้าที่นี้ตกอยู่กับเจ้าของใบอนุญาตและผู้ดำเนินการ ไม่ใช่แพทย์ที่มาลงตรวจเป็นครั้งคราว

ทะเบียนผู้ป่วย กับ เวชระเบียน ไม่ใช่อย่างเดียวกัน

  • ที่เก็บเวชระเบียน — ต้องมีตู้ ชั้น หรืออุปกรณ์ที่มั่นคง ปลอดภัย และจัดให้เป็นระเบียบ ค้นหาได้ง่าย นี่เป็นรายการตรวจแยกต่างหาก ตู้ที่ล็อกไม่ได้หรือกองรวมกันบนโต๊ะถือว่าไม่ผ่าน
  • ทะเบียนผู้ป่วย — สมุดหรือไฟล์ที่ไล่เรียงการมารับบริการ ต้องมีอย่างน้อย 3 อย่างคือ ชื่อ-สกุลและอายุของคนไข้ · เลขที่ประจำตัวผู้ป่วย · วัน เดือน ปี ที่มารับบริการ คลินิกจำนวนมากมีบัตรรายคนแต่ไม่มีทะเบียนเล่มนี้ แล้วมาตกตอนตรวจ
  • เวชระเบียนหรือบัตรผู้ป่วย — บัตรประจำตัวคนไข้แต่ละคน ที่ต้องบันทึกรายละเอียดได้ 8 รายการตามหัวข้อถัดไป

028 รายการที่บัตรผู้ป่วยต้องบันทึกได้

รายการข้างล่างคือสิ่งที่แบบตรวจมาตรฐานคลินิกเวชกรรมประจำปีระบุไว้ในข้อ 4.1.3 ว่าบัตรผู้ป่วยต้อง "สามารถบันทึกรายละเอียดตามที่กฎกระทรวงกำหนด" คอลัมน์ตัวอย่างและจุดที่มักพลาดเป็นข้อสังเกตจากการใช้งานจริง ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของแบบตรวจ

  • ข้อ1

    รายการที่ต้องบันทึกได้
    ชื่อและที่อยู่สถานพยาบาล
    ตัวอย่างที่ใช้ได้
    คลินิกเวชกรรมเฉพาะทางผิวหนังลีลาวดี · โทร 02-555-1188
    จุดที่มักพลาด
    ใช้แบบฟอร์มเปล่าที่ไม่มีหัวคลินิก หรือมีหลายสาขาแต่หัวบัตรเป็นสาขาเดียว
  • ข้อ2

    รายการที่ต้องบันทึกได้
    เลขที่ประจำตัวผู้ป่วย
    ตัวอย่างที่ใช้ได้
    HN-000318
    จุดที่มักพลาด
    ใช้เบอร์โทรหรือชื่อเล่นแทนเลข ทำให้คนชื่อซ้ำกันปนกัน
  • ข้อ3

    รายการที่ต้องบันทึกได้
    วัน เดือน ปี ที่มารับบริการ
    ตัวอย่างที่ใช้ได้
    3 ก.ย. 2569
    จุดที่มักพลาด
    ลงแต่วันที่เปิดบัตรครั้งแรก ไม่ได้ลงทุกครั้งที่มา
  • ข้อ4

    รายการที่ต้องบันทึกได้
    ชื่อ นามสกุล อายุ เพศ ที่อยู่ เบอร์โทร และข้อมูลส่วนบุคคลอื่น
    ตัวอย่างที่ใช้ได้
    น.ส. ปัณฑิตา ศรีวิไล · 32 ปี · หญิง · กรุงเทพฯ · 08x-xxx-xxxx
    จุดที่มักพลาด
    มีแค่ชื่อกับเบอร์ ไม่มีที่อยู่ ทำให้ติดต่อกลับไม่ได้เมื่อเกิดเหตุ
  • ข้อ5

    รายการที่ต้องบันทึกได้
    อาการเจ็บป่วย การแพ้ยา ผลตรวจร่างกาย และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ
    ตัวอย่างที่ใช้ได้
    ไม่มีประวัติแพ้ยา · BP 118/76 · ผิวประเภท Fitzpatrick III
    จุดที่มักพลาด
    ช่อง "แพ้ยา" ว่างไว้ ซึ่งอ่านไม่ออกว่า "ไม่แพ้" หรือ "ยังไม่ได้ถาม"
  • ข้อ6

    รายการที่ต้องบันทึกได้
    การวินิจฉัยโรค
    ตัวอย่างที่ใช้ได้
    Melasma, bilateral malar
    จุดที่มักพลาด
    เขียนเป็นชื่อคอร์สที่ขาย ไม่ใช่การวินิจฉัย
  • ข้อ7

    รายการที่ต้องบันทึกได้
    การรักษา
    ตัวอย่างที่ใช้ได้
    ฉีด botulinum toxin บริเวณ glabella รวม 20 ยูนิต
    จุดที่มักพลาด
    เขียนแค่ "ทำตามโปรแกรม" โดยไม่ระบุบริเวณและปริมาณ
  • ข้อ8

    รายการที่ต้องบันทึกได้
    ลายมือผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ให้การรักษา
    ตัวอย่างที่ใช้ได้
    ลงชื่อแพทย์พร้อมเลขใบอนุญาต ว.xxxxx
    จุดที่มักพลาด
    ไม่มีลายมือชื่อ หรือมีแต่ชื่อพยาบาลผู้ช่วยที่บันทึกแทน
ข้อ 1–8 ตามแบบตรวจมาตรฐานคลินิกเวชกรรมประจำปี ข้อ 4.1.3 · ถ้อยคำของแต่ละจังหวัดต่างกันเล็กน้อย ให้ยึดแบบตรวจของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่

03หน้าตาของ OPD card ที่ครบทั้ง 8 ข้อ

ตัวอย่างข้างล่างคือหน้าแรกของบัตรคนไข้คลินิกผิวหนัง ตัวเลขในวงกลมชี้ว่าข้อมูลแต่ละส่วนตอบข้อไหนของตาราง ด้านหลังบัตรคือช่องบันทึกการมาแต่ละครั้ง — วันที่ อาการ การวินิจฉัย การรักษา และลายมือชื่อแพทย์ต่อครั้ง

คลินิกเวชกรรมเฉพาะทางผิวหนังลีลาวดี

เวชระเบียนผู้ป่วยนอก (OPD card)

สถานพยาบาล
เลขที่ 88/3 ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ · โทร 02-555-1188
เลขที่ประจำตัวผู้ป่วย
HN-000318
วันที่มารับบริการครั้งนี้
3 ก.ย. 2569 (เปิดบัตรครั้งแรก 14 ก.พ. 2567)
ชื่อ · อายุ · เพศ · ที่อยู่ · โทร
น.ส. ปัณฑิตา ศรีวิไล · 32 ปี · หญิง · เขตวัฒนา กรุงเทพฯ · 08x-xxx-xxxx
อาการ · แพ้ยา · ตรวจร่างกาย
ฝ้าโหนกแก้มสองข้าง 2 ปี · ไม่มีประวัติแพ้ยาและอาหาร · BP 118/76 · Fitzpatrick III · ไม่ตั้งครรภ์
การวินิจฉัย
Melasma, bilateral malar
การรักษา
Q-switched laser ทั้งใบหน้า 1 ครั้ง · จ่าย tretinoin 0.025% ทาก่อนนอน
ผู้ให้การรักษา
พญ. อรวรรณ (ลายมือชื่อ) · ว.xxxxx

แผ่นหลัง: ตารางบันทึกการมาแต่ละครั้ง · ใบยินยอมต่อหัตถการ · รูปก่อน-หลัง · แผนผังจุดฉีด

ตัวอย่างหน้าแรกของ OPD card · ข้อมูลทั้งหมดสมมติขึ้น ชื่อคลินิก ชื่อคนไข้ เลข HN และเลขใบอนุญาตไม่ใช่ของจริง

04รายการที่กฎหมายไม่ได้สั่ง แต่คลินิกความงามขาดไม่ได้

แบบตรวจเขียนไว้เป็นขั้นต่ำสำหรับคลินิกเวชกรรมทุกประเภท ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับงานหัตถการความงามที่ทำซ้ำหลายรอบและมีผลลัพธ์เป็นภาพ ตารางนี้แยกให้ชัดว่าอะไรคือข้อบังคับ และอะไรคือสิ่งที่ควรมี เพื่อไม่ให้เอาสองอย่างมาปนกันเวลาออกแบบฟอร์ม

  • รายการ8 ข้อในตารางก่อนหน้า

    สถานะ
    ข้อบังคับ
    เหตุผลที่ต้องมี
    อยู่ในแบบตรวจที่เจ้าหน้าที่ใช้ลงตรวจประจำปี
  • รายการทะเบียนผู้ป่วย 3 ช่อง และที่เก็บที่ล็อกได้

    สถานะ
    ข้อบังคับ
    เหตุผลที่ต้องมี
    เป็นรายการตรวจแยกต่างหากจากตัวบัตร
  • รายการใบยินยอมแยกต่อหัตถการ พร้อมวันที่และลายมือชื่อ

    สถานะ
    ควรมี
    เหตุผลที่ต้องมี
    ใบยินยอมรวมใบเดียวตอนสมัครสมาชิกไม่ครอบคลุมหัตถการที่ยังไม่เกิด และเป็นเอกสารแรกที่ถูกขอเมื่อมีข้อพิพาท
  • รายการรูปก่อน-หลัง ระบุวันที่ มุมกล้อง และแสงเดียวกัน

    สถานะ
    ควรมี
    เหตุผลที่ต้องมี
    เป็นหลักฐานผลลัพธ์ที่คำบรรยายทดแทนไม่ได้ ต้องมีความยินยอมแยกสำหรับการถ่ายและการนำไปใช้
  • รายการแผนผังจุดฉีดต่อครั้ง (บริเวณ ปริมาณ ระดับชั้น)

    สถานะ
    ควรมี
    เหตุผลที่ต้องมี
    ข้อ 7 บังคับให้บันทึก "การรักษา" อยู่แล้ว แต่ข้อความล้วนบอกตำแหน่งไม่ได้ รอบถัดไปจึงทำซ้ำหรือแก้ไม่ถูกจุด
  • รายการเลขล็อตของฟิลเลอร์ โบทูลินัม และวัสดุฝัง ต่อครั้ง

    สถานะ
    ควรมี
    เหตุผลที่ต้องมี
    ถ้าผู้ผลิตเรียกคืนล็อต ต้องตอบให้ได้ว่าใครได้รับล็อตนั้นบ้าง โดยไม่ต้องรื้อทุกแฟ้ม
  • รายการธงข้อห้าม: ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ไอโซเตรทติโนอิน คีลอยด์ ยากันเลือดแข็ง

    สถานะ
    ควรมี
    เหตุผลที่ต้องมี
    ต้องเห็นก่อนเริ่มหัตถการ ไม่ใช่ซ่อนอยู่กลางบันทึกครั้งที่ 4
  • รายการสิทธิ์เข้าถึงรายบุคคล และร่องรอยว่าใครเปิดดู

    สถานะ
    ควรมี
    เหตุผลที่ต้องมี
    PDPA มาตรา 37 (1) กำหนดให้มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยปราศจากอำนาจ ตู้ที่ทุกคนเปิดได้ทำหน้าที่นี้ไม่ได้
"ข้อบังคับ" = อยู่ในแบบตรวจมาตรฐานคลินิกเวชกรรม · "ควรมี" = ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่ข้อกำหนดตามกฎหมาย

05เก็บนานแค่ไหน และคนไข้ขอสำเนาได้แค่ไหน

มาตรา 35 (3) เขียนว่า ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่จัดทำ จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยคือคำว่า "นับแต่วันที่จัดทำ" ไม่ใช่นับจากวันที่คนไข้มาครั้งสุดท้าย แปลว่าคนไข้ที่มาต่อเนื่อง 6 ปี แผ่นบันทึกของปีแรกครบกำหนดขั้นต่ำไปแล้ว ขณะที่แผ่นของปีนี้ยังต้องเก็บต่ออีกห้าปี ในทางปฏิบัติคลินิกส่วนใหญ่จึงเก็บทั้งแฟ้มตามแผ่นที่ใหม่ที่สุด เพราะง่ายกว่าและปลอดภัยกว่า และ "ห้าปี" เป็นเพียงขั้นต่ำ ไม่ใช่เพดาน ผู้ฝ่าฝืนมาตรา 35 มีโทษตามมาตรา 65 คือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ฝั่งคนไข้มีสองทางที่ขอดูข้อมูลได้ ทางแรกคือ คำประกาศสิทธิและข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย (ประกาศร่วมโดยแพทยสภาและสภาวิชาชีพอื่นเมื่อ 12 สิงหาคม 2558) ข้อ 8 ระบุว่าผู้ป่วยมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะของตนที่ปรากฏในเวชระเบียนเมื่อร้องขอตามขั้นตอนของสถานพยาบาลนั้น โดยข้อมูลนั้นต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ทางที่สองคือ PDPA มาตรา 30 ซึ่งให้สิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนา ข้อมูลของตน คลินิกปฏิเสธได้เฉพาะกรณีที่เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล และเมื่อปฏิเสธต้องบันทึกเหตุผลไว้ ถ้าไม่เข้าข้อยกเว้น ต้องดำเนินการโดยไม่ชักช้าและไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ

06PDPA: เวชระเบียนคือข้อมูลอ่อนไหว ไม่ใช่ข้อมูลทั่วไป

กล้องถ่ายรูปก่อน-หลังวางข้างแบบฟอร์มยินยอมที่ลงชื่อแล้วในห้องทรีตเมนต์

PDPA มาตรา 26 จัดให้ "ข้อมูลสุขภาพ" เป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว ห้ามเก็บรวบรวมโดยไม่ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น ข้อยกเว้นที่คลินิกใช้ได้คือมาตรา 26 (5) (ก) ซึ่งครอบคลุมการวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ การให้บริการด้านสุขภาพ และการรักษาทางการแพทย์ โดยในกรณีที่ไม่ใช่การปฏิบัติตามกฎหมาย ต้องเป็นการปฏิบัติตามสัญญาระหว่างคนไข้กับผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ พูดง่าย ๆ คือ การบันทึกเวชระเบียนเพื่อรักษาคนไข้อยู่ในข่ายที่ทำได้ แต่การเอาข้อมูลเดียวกันไปใช้ทำอย่างอื่นไม่ได้ต่ออัตโนมัติ

  • การเก็บ — มาตรา 37 (1) กำหนดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยโดยปราศจากอำนาจ ตู้เอกสารที่ล็อกได้และมีคนถือกุญแจจำกัด คือมาตรการขั้นต่ำที่พิสูจน์ได้ ส่วนระบบดิจิทัลต้องมีบัญชีผู้ใช้รายคน ไม่ใช่รหัสผ่านกลางที่ทั้งร้านใช้ร่วมกัน
  • การเข้าถึง — พนักงานที่ไม่เกี่ยวกับการรักษาไม่ควรเปิดดูเวชระเบียนได้ทั้งเล่ม ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2565 ข้อ 17 ยังห้ามแพทย์เปิดเผยข้อมูลที่ได้จากการประกอบวิชาชีพอันอาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อคนไข้ เว้นแต่ได้รับความยินยอมโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเมื่อต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือตามหน้าที่
  • รูปก่อน-หลัง — เป็นข้อมูลสุขภาพเช่นกัน การถ่ายเพื่อประกอบการรักษาคนละเรื่องกับการนำไปโพสต์ ควรแยกความยินยอมเป็นสองใบหรือสองข้อ และระบุให้ชัดว่านำไปใช้ที่ไหน นานเท่าไร และถอนความยินยอมได้อย่างไร
  • การส่งทาง LINE — การส่งรูปหรือผลตรวจเข้าแชตส่วนตัวของพนักงาน ทำให้ข้อมูลอ่อนไหวไปอยู่บนอุปกรณ์ที่คลินิกควบคุมไม่ได้และลบตามไม่ได้ ถ้าจำเป็นต้องคุยกับคนไข้ผ่าน LINE ให้ใช้บัญชีทางการของคลินิกที่มีผู้ดูแลชัดเจน และอย่าให้ไฟล์ต้นฉบับอยู่ในเครื่องส่วนตัวเป็นที่เก็บถาวร
  • การลบ — มาตรา 37 (3) กำหนดให้มีระบบตรวจสอบเพื่อลบหรือทำลายข้อมูลเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษา ขณะเดียวกันสิทธิขอลบตามมาตรา 33 ไม่ครอบคลุมข้อมูลที่ต้องเก็บไว้ตามข้อยกเว้นด้านการแพทย์และตามกฎหมายอื่น เวชระเบียนที่ยังไม่ครบห้าปีจึงลบตามคำขอไม่ได้ แต่ควรอธิบายเหตุผลนี้ให้คนไข้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร

07ระบบแฟ้มกระดาษที่ใช้ได้จริง และวิธีย้ายไปดิจิทัลโดยไม่ขาดตอน

แฟ้มเวชระเบียนกระดาษเปิดอยู่ข้างแท็บเล็ตที่แสดงเวชระเบียนดิจิทัล

ปัญหาของแฟ้มกระดาษไม่ใช่กระดาษ แต่คือการเรียงตามชื่อ ซึ่งพังทันทีที่คนไข้เปลี่ยนนามสกุล สะกดชื่อคนละแบบ หรือมีชื่อซ้ำกัน ระบบที่ทนกว่าคือ เรียงตามเลข HN แล้วให้ชื่อเป็นทางค้นหา ไม่ใช่ทางจัดเก็บ ขั้นตอนข้างล่างใช้ได้ทั้งกับคลินิกที่ยังอยู่บนกระดาษ และกับคลินิกที่กำลังจะย้าย

  1. ให้เลข HN แบบเรียงลำดับและไม่นำมาใช้ซ้ำ

    รูปแบบตายตัวความยาวเท่ากัน เช่น HN-000318 อ่านง่ายและเรียงถูกเสมอ อย่าฝังปีหรือรหัสสาขาลงในเลข เพราะคนไข้ย้ายสาขาแล้วเลขจะกลายเป็นเท็จ และเมื่อคนไข้เลิกใช้บริการ ห้ามเอาเลขเดิมไปให้คนใหม่

  2. เรียงแฟ้มตาม HN แล้วติดแถบสีตามปีที่มาครั้งล่าสุด

    แถบสีทำให้เห็นจากสันแฟ้มว่าใครไม่ได้มาเกินสองปี ใช้ทั้งเพื่อวางแผนติดตามคนไข้ และเพื่อรู้ว่าแฟ้มไหนใกล้ถึงรอบทบทวนการเก็บ โดยไม่ต้องเปิดอ่านทีละเล่ม

  3. กำหนดที่อยู่ของแฟ้มระหว่างวันให้ชัด

    แฟ้มมีได้แค่สามที่: ในตู้ · ในถาดของห้องตรวจที่ระบุชื่อคนไข้ · ในถาด "รอเก็บเข้าตู้" ที่เคาน์เตอร์ ห้ามวางบนโต๊ะใครก็ตาม แฟ้มที่หายเกือบทั้งหมดคือแฟ้มที่ไม่มีที่อยู่ระหว่างวัน และตอนสิ้นวันต้องไม่มีอะไรค้างในถาด

  4. แยกใบยินยอมและรูปออกจากบันทึกการรักษา แต่ผูกด้วย HN เดียวกัน

    ใบยินยอมถูกหยิบไปถ่ายเอกสารบ่อยกว่าบันทึกการรักษามาก การเก็บรวมกันคือสาเหตุที่แผ่นบันทึกหลุดหาย ให้แยกเป็นซองย่อยในแฟ้มเดียวกัน และเขียน HN ไว้ทุกแผ่น ไม่ใช่เขียนแค่บนปกแฟ้ม

  5. ก่อนย้ายเข้าดิจิทัล ให้กำหนดว่าอะไรคือฉบับจริง

    ตัดสินใจเป็นลายลักษณ์อักษรว่านับแต่วันไหนบันทึกในระบบคือฉบับจริง และกระดาษก่อนหน้านั้นเป็นเอกสารประวัติ การมีสองฉบับที่ต่างคนต่างแก้คือความเสี่ยงที่ใหญ่กว่ากระดาษล้วน และเป็นสิ่งที่ตอบเจ้าหน้าที่ยากที่สุดเวลาตัวเลขไม่ตรงกัน

  6. ย้ายด้วยเลข HN เดิม ไม่ต้องออกเลขใหม่

    ให้ระบบใหม่รับเลขเดิมได้ แล้วเดินเลขถัดไปจากเลขสูงสุดที่นำเข้า คนไข้เก่าจะถือบัตรใบเดิมมาแล้วยังค้นเจอ ถ้าออกเลขใหม่ทั้งชุด ประวัติเก่ากับใหม่จะแยกกันถาวรและไม่มีใครกลับมาเชื่อมให้

  7. อย่าทิ้งกระดาษ แม้สแกนแล้ว

    การสแกนไม่ได้ทำให้ภาระตามมาตรา 35 (3) หายไป และลายมือชื่อแพทย์บนต้นฉบับคือสิ่งที่ไฟล์ภาพทดแทนได้ไม่เต็มที่ในเวลามีข้อพิพาท เก็บต้นฉบับไว้ในตู้ที่ล็อกได้จนพ้นระยะเวลาที่คลินิกกำหนดไว้ ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าห้าปี

  8. ซ้อมการขอสำเนาปีละครั้ง

    สมมติว่าคนไข้เดินเข้ามาขอสำเนาเวชระเบียนของตนวันนี้ จับเวลาว่าใช้เวลากี่นาทีจนได้เอกสารครบ ใครเป็นคนอนุมัติ และบันทึกคำขอไว้ที่ไหน ถ้ายังตอบไม่ได้ แปลว่าคลินิกยังทำตามกรอบ 30 วันของ PDPA มาตรา 30 ไม่ได้จริง

08ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่มีทะเบียนผู้ป่วยแยกต่างหาก — มีบัตรรายคนครบแต่ไม่มีสมุดหรือไฟล์ที่ไล่การมารับบริการตามวัน ซึ่งเป็นคนละรายการตรวจกับตัวบัตร
  • ปล่อยช่องแพ้ยาว่าง — ช่องว่างไม่ได้แปลว่าไม่แพ้ ให้เขียนคำปฏิเสธพร้อมวันที่ที่ถาม
  • เขียนชื่อคอร์สแทนการวินิจฉัยและการรักษา — "โปรแกรมหน้าใส 10 ครั้ง" ไม่ใช่การวินิจฉัยตามข้อ 6 และไม่ใช่การรักษาตามข้อ 7
  • ไม่มีลายมือชื่อแพทย์ต่อครั้ง — ข้อ 8 ต้องการลายมือของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ให้การรักษา ไม่ใช่ลายมือของผู้ช่วยที่บันทึกแทน
  • แก้บันทึกย้อนหลังโดยลบของเดิม — ข้อบังคับแพทยสภา พ.ศ. 2565 ข้อ 16 ห้ามให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง วิธีที่ถูกคือขีดฆ่าเส้นเดียวให้ยังอ่านของเดิมออก เขียนของใหม่ ลงชื่อและวันที่กำกับ
  • เก็บรูปก่อน-หลังไว้ในมือถือส่วนตัวของพนักงาน — เป็นข้อมูลอ่อนไหวที่คลินิกควบคุมไม่ได้ ลบตามไม่ได้ และตอบไม่ได้ว่าใครเคยเห็น
  • ทิ้งแฟ้มตอนย้ายร้านหรือปิดสาขา — กฎกระทรวง พ.ศ. 2545 ข้อ 34 กำหนดขั้นตอนไว้ชัด และคนไข้ยังมีสิทธิขอรับเอกสารของตน
  • นับห้าปีจากวันที่มาครั้งสุดท้าย — กฎหมายเขียนว่านับแต่วันที่จัดทำ การนับผิดฝั่งทำให้ทิ้งเอกสารเร็วเกินไปโดยเข้าใจว่าถูกแล้ว

09เช็กลิสต์ตรวจ OPD card ด้วยตัวเอง

หยิบแฟ้มมาสิบเล่มแบบสุ่ม แล้วไล่ทีละข้อ ใช้เวลาประมาณยี่สิบนาที ถ้าข้อไหนตกซ้ำ ๆ ในหลายเล่ม แปลว่าฟอร์มออกแบบไม่ดี ไม่ใช่พนักงานสะเพร่า

  • หัวบัตรมีชื่อและที่อยู่คลินิกตามใบอนุญาต และเป็นสาขาที่ให้บริการจริง
  • มีเลขที่ประจำตัวผู้ป่วยบนทุกแผ่น ไม่ใช่เฉพาะบนปก
  • มีวัน เดือน ปี ของการมาทุกครั้ง ไม่ใช่เฉพาะครั้งแรก
  • มีชื่อ-สกุล อายุ เพศ ที่อยู่ และเบอร์โทรที่ติดต่อได้
  • ช่องแพ้ยาถูกกรอกเป็นข้อความ ไม่ใช่ปล่อยว่าง
  • มีการวินิจฉัยเป็นภาษาทางการแพทย์ ไม่ใช่ชื่อคอร์ส
  • การรักษาระบุบริเวณและปริมาณที่ทำจริง
  • มีลายมือชื่อแพทย์ผู้ให้การรักษาทุกครั้งที่มา
  • มีทะเบียนผู้ป่วยแยกเล่ม ครบสามช่องตามที่กำหนด
  • ตู้เก็บล็อกได้ เป็นระเบียบ และค้นหาแฟ้มได้ภายในหนึ่งนาที
  • ใบยินยอมของหัตถการล่าสุดอยู่ในแฟ้ม ลงวันที่และลายมือชื่อครบ
  • รูปก่อน-หลังผูกกับ HN และมีความยินยอมสำหรับการใช้งานที่ทำอยู่จริง
  • เอกสารเก่าที่สุดในแฟ้มยังอยู่ครบ และมีวันที่ให้ยืนยันอายุการเก็บได้
  • ถ้ามีคนไข้ขอสำเนาวันนี้ ตอบได้ว่าใครอนุมัติ ใช้เวลากี่วัน และบันทึกคำขอไว้ที่ไหน

ใน Flow Clinic

เวชระเบียนที่พิมพ์ออกมาได้ทันทีเมื่อถูกขอ

Flow Clinic เก็บข้อมูลคนไข้ ประวัติการแพ้ ประวัติการมาแต่ละครั้ง รูปก่อน-หลัง และใบยินยอมไว้ใต้เลข HN เดียวกัน และพิมพ์เป็นเอกสารเวชระเบียนได้จากหน้าเดียวกัน ทั้งแบบทั้งประวัติและแบบเฉพาะการมาครั้งนั้น

  • เลข HN ออกให้อัตโนมัติในรูปแบบเดียวกันทั้งคลินิก ไม่ซ้ำกัน และรับเลขเดิมจากระบบเก่าเข้ามาได้ตอนย้ายข้อมูล
  • เอกสารเวชระเบียนที่พิมพ์ออกมามีหัวคลินิกพร้อมเลขใบอนุญาต ข้อมูลคนไข้ ประวัติการแพ้ยาและอาหาร แล้วตามด้วยรายการต่อครั้ง — อาการ สัญญาณชีพ การวินิจฉัย หัตถการพร้อมบริเวณ วัสดุที่ใช้ และแพทย์ผู้ให้การรักษาพร้อมเลขใบอนุญาต
  • ประวัติแพ้ยา แพ้อาหาร แพ้ลาเท็กซ์ การตั้งครรภ์ การใช้ไอโซเตรทติโนอิน และประวัติคีลอยด์ แสดงเป็นแถบเตือนไล่ระดับความรุนแรงอยู่บนหัวหน้าประวัติคนไข้
  • ใบยินยอมเป็นแม่แบบที่มีเลขเวอร์ชัน เซ็นบนจอแล้วเก็บเป็น PDF พร้อมค่าแฮชและเลขที่ใบยินยอม ระบบขึ้นสถานะให้เองว่าฉบับที่เซ็นไว้ยังตรงกับเวอร์ชันปัจจุบันหรือหมดอายุแล้ว
  • รูปก่อน-หลังผูกกับการมาแต่ละครั้งและแยกประเภทก่อน/หลัง เลือกจับคู่ข้ามครั้งเพื่อออกเป็นภาพเปรียบเทียบได้ในหลายอัตราส่วน
  • แผนผังการรักษาวาดบนภาพร่างกายที่คลินิกอัปโหลดเองได้ ปักหมุดพร้อมข้อความกำกับและวาดเส้นได้
  • ทุกการลบเป็นการลบแบบซ่อน ไม่มีการลบข้อมูลคนไข้ออกจากฐานข้อมูลจริง และทุกคำขอที่เข้ามาถูกบันทึกไว้พร้อมผู้ใช้ เส้นทาง และเวลา
ดูวิธีที่ระบบทำ

แหล่งอ้างอิง

  1. พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม — มาตรา 35 (3) และมาตรา 65กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
  2. บันทึกการตรวจมาตรฐานคลินิกเวชกรรม ประจำปี — ข้อ 4.1 เวชระเบียนกลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสงคราม
  3. คำประกาศสิทธิและข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย — ข้อ 6 ข้อ 8 และข้อ 9แพทยสภาและสภาวิชาชีพด้านสุขภาพ ประกาศร่วมกัน 12 สิงหาคม 2558
  4. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 26 30 33 37 79 และ 84ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนที่ 69 ก 27 พฤษภาคม 2562
  5. ข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2565 — ข้อ 16 และข้อ 17ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 139 ตอนพิเศษ 272 ง 23 พฤศจิกายน 2565
  6. กฎกระทรวงว่าด้วยการประกอบกิจการสถานพยาบาล (พ.ศ. 2545) — ข้อ 34 การเลิกกิจการฉบับถอดความจากราชกิจจานุเบกษา บนวิกิซอร์ซ

คำถามที่พบบ่อย

OPD card เก็บเป็นไฟล์ดิจิทัลอย่างเดียวได้ไหม ไม่ต้องมีกระดาษ
มาตรา 35 (3) กำหนดว่าต้องเก็บ "ให้อยู่ในสภาพที่ตรวจสอบได้" ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นกระดาษ แต่แบบตรวจของเจ้าหน้าที่ยังคงตรวจว่ามีที่เก็บที่มั่นคงปลอดภัยและค้นหาได้ง่าย และมีลายมือชื่อแพทย์ผู้ให้การรักษา ทางที่ปลอดภัยระหว่างเปลี่ยนผ่านคือกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรว่านับแต่วันไหนระบบคือฉบับจริง เก็บกระดาษเดิมไว้ครบตามระยะเวลา และสอบถามแนวปฏิบัติกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่ก่อนเลิกใช้กระดาษทั้งหมด
ครบห้าปีแล้วทำลายเวชระเบียนได้เลยไหม
ห้าปีเป็นขั้นต่ำตามมาตรา 35 (3) ไม่ใช่กำหนดให้ทำลาย และ PDPA มาตรา 37 (3) กำหนดเพียงให้มีระบบตรวจสอบเพื่อลบหรือทำลายเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษาที่คลินิกประกาศไว้เอง ก่อนทำลายควรพิจารณาอายุความของข้อพิพาทที่อาจเกิดจากหัตถการนั้น และควรทำลายด้วยวิธีที่กู้คืนไม่ได้พร้อมบันทึกไว้ว่าทำลายอะไร เมื่อไร โดยใคร
คนไข้ขอสำเนาเวชระเบียน คลินิกปฏิเสธได้ไหม และคิดค่าใช้จ่ายได้ไหม
PDPA มาตรา 30 ให้สิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนา คลินิกปฏิเสธได้เฉพาะกรณีที่เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล และการให้สำเนานั้นจะกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น เมื่อปฏิเสธต้องบันทึกเหตุผลไว้ ถ้าไม่เข้าข้อยกเว้นต้องดำเนินการภายในไม่เกิน 30 วัน ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายกฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราไว้ในตัวบท จึงควรตั้งเป็นค่าถ่ายเอกสารตามจริงและแจ้งล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร
รูปก่อน-หลังต้องเก็บในเวชระเบียนไหม และเอาไปโพสต์ได้ไหม
แบบตรวจไม่ได้บังคับให้มีรูปก่อน-หลัง แต่สำหรับหัตถการความงามรูปคือหลักฐานผลลัพธ์ที่ข้อความทดแทนไม่ได้ จึงควรเก็บไว้ผูกกับ HN เดียวกัน ส่วนการนำไปเผยแพร่เป็นคนละวัตถุประสงค์กับการรักษา ต้องมีความยินยอมแยกที่ระบุช่องทาง ระยะเวลา และวิธีถอนความยินยอม และต้องตรวจสอบกฎเรื่องการโฆษณาสถานพยาบาลกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดก่อนเผยแพร่ทุกครั้ง
แพทย์เขียนผิดแล้วอยากแก้ ทำอย่างไรจึงถูกต้อง
ห้ามลบ ขูด หรือใช้น้ำยาลบคำผิด เพราะทำให้บันทึกเดิมหายไป ข้อบังคับแพทยสภา พ.ศ. 2565 ข้อ 16 ห้ามให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง วิธีที่ยอมรับกันคือขีดฆ่าด้วยเส้นเดียวให้ยังอ่านข้อความเดิมออก เขียนข้อความใหม่ต่อท้าย แล้วลงลายมือชื่อและวันที่กำกับการแก้ ระบบดิจิทัลควรเก็บประวัติการแก้ไขไว้ด้วยเหตุผลเดียวกัน
คลินิกมีหลายสาขา ควรใช้เลข HN ชุดเดียวหรือแยกตามสาขา
ชุดเดียวทั้งคลินิกจะปลอดภัยกว่า เพราะคนไข้ที่ย้ายไปทำสาขาอื่นจะไม่ถูกเปิดบัตรใหม่และไม่มีประวัติสองชุด ส่วนหัวบัตรและเอกสารที่พิมพ์ออกมาให้แสดงชื่อและที่อยู่ของสาขาที่ให้บริการจริงตามข้อ 1 ถ้าตอนนี้แต่ละสาขาเดินเลขของตัวเองอยู่แล้ว ให้รวมเป็นชุดเดียวตอนย้ายเข้าระบบ โดยรักษาเลขเดิมของคนไข้เก่าไว้และเดินเลขใหม่ต่อจากเลขสูงสุด
เริ่มต้น

พร้อมเลิกใช้
Excelกับคลินิกแล้ว.

คุยกับเรา 30 นาที ส่วนที่เหลือทีมเราจัดการให้ — ย้ายข้อมูลเดิม, อบรมพนักงาน, เปิดใช้งานจริง

นัดเดโมดูฟีเจอร์ทั้งหมดFree ใช้ได้ไม่จำกัดเวลา · ทดลอง Pro ฟรี 30 วัน