ค่าคอมพนักงาน & CRM
ค่า DF คืออะไร: โมเดลคิดค่ามือแพทย์ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และข้อตกลงที่กันทะเลาะทุกสิ้นเดือน
ค่า DF คือส่วนของราคาหัตถการที่ตกเป็นค่าตอบแทนของแพทย์ แต่คำว่า "กี่เปอร์เซ็นต์" ไม่เคยเป็นคำถามที่ทำให้ทะเลาะกัน — สิ่งที่ทำให้ทะเลาะคือเปอร์เซ็นต์ของราคาไหน คอร์สที่ใช้หลายครั้งนับเมื่อไร และคืนเงินแล้วใครรับ บทความนี้รวมโมเดลที่ใช้จริง ตัวอย่างคำนวณ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามที่กรมสรรพากรวางไว้ และข้อความที่ควรอยู่ในข้อตกลง
เผยแพร่ แก้ไขล่าสุด อ่าน 21 นาที

คำตอบสั้น ๆ
- ค่า DF (Doctor Fee) คือค่าธรรมเนียมแพทย์ — ส่วนของเงินที่คนไข้จ่าย ซึ่งตกเป็นค่าตอบแทนของแพทย์ผู้ทำหัตถการ แยกจากค่าบริการของคลินิกที่ครอบคลุมสถานที่ เครื่องมือ เวชภัณฑ์ และทีมงาน
- คนไข้จ่ายราคาเดียว ไม่ได้จ่ายค่า DF แยก การแบ่ง DF เป็นเรื่องภายในระหว่างคลินิกกับแพทย์ ส่วนราคาที่คนไข้เห็นคืออัตราที่คลินิกต้องแสดงไว้ ณ สถานพยาบาลตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 32 (3)
- โมเดลที่ใช้จริงมี 4 แบบ — เปอร์เซ็นต์ของราคาหัตถการ · เหมาจ่ายต่อเคส · การันตีขั้นต่ำต่อเวรคู่กับเปอร์เซ็นต์ · ขั้นบันได — ต่างกันที่ใครรับความเสี่ยงในเดือนที่คนไข้น้อย ไม่ได้ต่างกันแค่ตัวเลข
- ภาษี: แพทย์ที่ทำข้อตกลงใช้สถานที่แล้วคลินิกเก็บเงินจากคนไข้และแบ่งให้ เข้าข่ายเงินได้ตาม มาตรา 40(6) วิชาชีพอิสระ (การประกอบโรคศิลป) หากผู้จ่ายเป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3.0 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป. 4/2528 ข้อ 7 (1) และยื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.3
- แพทย์ที่เป็นลูกจ้างมีเงินเดือน เข้ามาตรา 40(1) ส่วนแพทย์ที่รับทำงานให้เป็นครั้งคราวโดยไม่มีข้อตกลงใช้สถานที่ เข้ามาตรา 40(2) ทั้งสองกรณีหักตามมาตรา 50 (1) และยื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.1
- เรื่องที่ทำให้ทะเลาะกันมี 3 เรื่องเสมอ — DF บนราคาที่ลดแล้ว · DF ของคอร์สที่ใช้หลายครั้ง · DF เมื่อคืนเงินหรือแก้เคส — เขียนสามข้อนี้ลงข้อตกลงตั้งแต่วันแรก แล้วสิ้นเดือนจะไม่มีอะไรต้องเถียง
01ค่า DF คืออะไร และต่างจากค่าบริการของคลินิกตรงไหน
เวลาคนไข้จ่ายค่าฉีดฟิลเลอร์ 18,000 บาท เงินก้อนนั้นไม่ได้เป็นของแพทย์ทั้งหมด และไม่ได้เป็นของคลินิกทั้งหมด ราคานี้รวมของอย่างน้อยสามอย่างเข้าด้วยกัน คือค่าตัวยาและเวชภัณฑ์ ที่มีต้นทุนจริง ค่าบริการของคลินิก ที่ครอบคลุมสถานที่ เครื่องมือ ใบอนุญาต พนักงานหน้าเคาน์เตอร์และผู้ช่วย และค่าธรรมเนียมแพทย์ หรือค่า DF ที่ตกเป็นค่าตอบแทนของคนที่ลงมือทำ
ค่า DF ถูกแยกออกมาเป็นก้อนของตัวเองเพราะแพทย์ในคลินิกความงามส่วนใหญ่ไม่ได้กินเงินเดือนอย่างเดียว หลายคนออกตรวจหลายที่ ทำงานเป็นเวร และรายได้ผูกกับปริมาณงานที่ทำจริง คลินิกจึงต้องมีวิธีบอกได้ว่าเดือนนี้แพทย์คนนี้ทำอะไรไปบ้างและควรได้เท่าไร ตัวเลขนี้ยังเป็นตัวเลขที่กรมสรรพากรสนใจ เพราะมันคือเงินได้ของแพทย์ที่คลินิกเป็นผู้จ่าย
ส่วนประกอบของราคาค่ายาและเวชภัณฑ์
- ตกเป็นของใคร
- ผู้ขายวัสดุ (เป็นต้นทุนของคลินิก)
- คิดจากอะไร
- ต้นทุนจริงต่อหน่วยที่ใช้ในเคสนั้น
- คนไข้เห็นแยกไหม
- ไม่แยก เว้นแต่คลินิกเลือกแจกแจงในใบเสร็จ
ส่วนประกอบของราคาค่าบริการของคลินิก
- ตกเป็นของใคร
- คลินิก
- คิดจากอะไร
- ส่วนที่เหลือหลังหักต้นทุนและค่า DF
- คนไข้เห็นแยกไหม
- ไม่แยก
ส่วนประกอบของราคาค่าธรรมเนียมแพทย์ (DF)
- ตกเป็นของใคร
- แพทย์ผู้ทำหัตถการ
- คิดจากอะไร
- ข้อตกลงระหว่างคลินิกกับแพทย์ — เปอร์เซ็นต์ เหมาจ่าย การันตี หรือขั้นบันได
- คนไข้เห็นแยกไหม
- ไม่แยก เป็นเรื่องภายใน
ส่วนประกอบของราคาค่าคอมมิชชั่นของทีมอื่น
- ตกเป็นของใคร
- ที่ปรึกษาความงาม พยาบาล ผู้แนะนำ
- คิดจากอะไร
- นโยบายค่าตอบแทนของคลินิก
- คนไข้เห็นแยกไหม
- ไม่แยก
02โมเดลคิดค่า DF ที่คลินิกความงามใช้จริง 4 แบบ
ทุกโมเดลจ่ายเงินให้แพทย์เหมือนกันหมดในเดือนที่งานเยอะ ความต่างจะโผล่ในเดือนที่คนไข้น้อย ในโปรโมชั่นที่ลดราคาแรง ๆ และในเดือนที่มีเคสคืนเงิน ก่อนเลือกโมเดล ให้ถามคำถามเดียวว่า ถ้าเดือนหน้ายอดตกครึ่งหนึ่ง ใครเจ็บ คำตอบของคำถามนั้นคือโมเดลที่คุณกำลังเลือก
โมเดลเปอร์เซ็นต์ของราคาหัตถการ
- คิดอย่างไร
- อัตราคงที่ต่อหัตถการ เช่น 20% ของราคาที่เก็บได้
- ใครรับความเสี่ยงเมื่อเดือนเงียบ
- แพทย์ — รายได้ขึ้นลงตามยอดเต็ม ๆ
- ต้องเขียนเพิ่มในข้อตกลง
- เปอร์เซ็นต์ของราคาไหน ราคาป้ายหรือราคาสุทธิหลังส่วนลด
โมเดลเหมาจ่ายต่อเคส
- คิดอย่างไร
- จำนวนเงินคงที่ต่อหัตถการหนึ่งครั้ง ไม่ผูกกับราคาขาย
- ใครรับความเสี่ยงเมื่อเดือนเงียบ
- คลินิก — ถ้าลดราคาแรง ต้นทุน DF ต่อเคสเท่าเดิม
- ต้องเขียนเพิ่มในข้อตกลง
- นิยามว่า "หนึ่งเคส" คืออะไร เมื่อทำหลายจุดหรือหลายหัตถการในนัดเดียว
โมเดลการันตีขั้นต่ำต่อเวร คู่กับเปอร์เซ็นต์
- คิดอย่างไร
- จ่ายยอดที่สูงกว่าระหว่างการันตีต่อเวรกับเปอร์เซ็นต์ที่คำนวณได้
- ใครรับความเสี่ยงเมื่อเดือนเงียบ
- คลินิก — ต้องจ่ายการันตีแม้ไม่มีคนไข้
- ต้องเขียนเพิ่มในข้อตกลง
- การันตีนับต่อเวรหรือต่อเดือน · เวรที่แพทย์มาไม่ครบชั่วโมงนับอย่างไร
โมเดลขั้นบันได
- คิดอย่างไร
- อัตราต่ำในช่วงยอดต้น แล้วขยับขึ้นเมื่อยอดสะสมผ่านเกณฑ์
- ใครรับความเสี่ยงเมื่อเดือนเงียบ
- แพทย์ — เดือนที่เงียบจะติดอยู่ที่ขั้นต่ำสุด
- ต้องเขียนเพิ่มในข้อตกลง
- ยอดสะสมนับจากอะไร ต่อเคสหรือทั้งเดือน · รอบนับรีเซ็ตเมื่อไร
ลองคำนวณเดือนเดียวกันด้วย 4 โมเดล
สมมติแพทย์หนึ่งคนออกตรวจ 8 เวรต่อเดือน แล้วเทียบสองสถานการณ์: เดือนที่ยุ่ง ทำ 62 เคส ยอดสุทธิหลังส่วนลด 620,000 บาท กับเดือนที่เงียบ ทำ 26 เคส ยอดสุทธิ 208,000 บาท ตัวเลขทั้งหมดต่อไปนี้สมมติขึ้นเพื่อให้เห็นรูปแบบ ไม่ใช่อัตราอ้างอิงของตลาด
โมเดลก. เปอร์เซ็นต์คงที่
- สูตร
- 20% ของยอดสุทธิ
- เดือนที่ยุ่ง (62 เคส · 620,000)
- 124,000
- เดือนที่เงียบ (26 เคส · 208,000)
- 41,600
โมเดลข. เหมาจ่ายต่อเคส
- สูตร
- 1,800 บาท × จำนวนเคส
- เดือนที่ยุ่ง (62 เคส · 620,000)
- 111,600
- เดือนที่เงียบ (26 เคส · 208,000)
- 46,800
โมเดลค. การันตีต่อเวร
- สูตร
- สูงกว่าระหว่าง 8,000 × 8 เวร กับ 20% ของยอดสุทธิ
- เดือนที่ยุ่ง (62 เคส · 620,000)
- 124,000
- เดือนที่เงียบ (26 เคส · 208,000)
- 64,000
โมเดลง. ขั้นบันได
- สูตร
- 15% ของยอด 300,000 แรก · 25% ของส่วนที่เกิน
- เดือนที่ยุ่ง (62 เคส · 620,000)
- 125,000
- เดือนที่เงียบ (26 เคส · 208,000)
- 31,200
อ่านตารางตามแนวนอนแล้วจะเห็นสิ่งที่ตัวเลขเดี่ยว ๆ ไม่บอก ในเดือนที่ยุ่ง ทั้งสี่โมเดลจ่ายใกล้กันมาก คือระหว่าง 111,600 ถึง 125,000 บาท ต่างกันไม่ถึง 12% แต่ในเดือนที่เงียบ ช่วงกว้างขึ้นเป็น 31,200 ถึง 64,000 บาท หรือต่างกันกว่าเท่าตัว การเถียงกันว่าจะเอา 18% หรือ 20% จึงเป็นการเถียงกันผิดจุด เรื่องที่ต้องตกลงคือพฤติกรรมของโมเดลในเดือนที่ไม่ปกติ
อีกจุดที่มักถูกมองข้าม: โมเดล ข จ่ายมากกว่าโมเดล ก ในเดือนที่เงียบ (46,800 เทียบกับ 41,600) เพราะราคาเฉลี่ยต่อเคสเดือนนั้นตกลงมาที่ 8,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าจุดคุ้มทุนของค่าเหมาจ่าย 1,800 บาทที่อัตรา 20% (คือ 9,000 บาท) ถ้าคลินิกวางแผนจัดโปรโมชั่นราคาถูกจำนวนมาก โมเดลเหมาจ่ายต่อเคสจะแพงกว่าที่คิดไว้ทันที
03ค่า DF กับภาษี: เข้าเงินได้ประเภทไหน หักเท่าไร ยื่นแบบอะไร

จุดที่คลินิกพลาดบ่อยที่สุดคือคิดว่าค่า DF มีวิธีคิดภาษีแบบเดียว จริง ๆ แล้ว รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างคลินิกกับแพทย์เป็นตัวกำหนดประเภทเงินได้ และประเภทเงินได้เป็นตัวกำหนดว่าหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไรและยื่นแบบไหน กรมสรรพากรเคยตอบข้อหารือเรื่องนี้ไว้ชัดเจนสองฉบับ
ข้อหารือ กค 0811/4394 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 พิจารณาสองกรณีในคราวเดียว กรณีแรก แพทย์ทำข้อตกลงเป็นหนังสือขอใช้สถานที่ของสถานพยาบาลเพื่อประกอบวิชาชีพ สถานพยาบาลเป็นผู้เก็บเงินจากคนไข้แล้วจ่ายส่วนแบ่งให้แพทย์ตามที่ตกลง กรมสรรพากรวินิจฉัยว่าเงินค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับจากผู้ป่วย "ทั้งจำนวนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6)" กรณีที่สอง แพทย์ภายนอกที่มารักษาเป็นครั้งคราวโดยไม่มีข้อตกลงลักษณะนั้น และได้รับค่าตอบแทนจากสถานพยาบาลสำหรับงานที่ทำ เป็นเงินได้ตาม มาตรา 40 (2) คือเงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้
ลักษณะความสัมพันธ์แพทย์เป็นลูกจ้างคลินิก มีเงินเดือนประจำ
- ประเภทเงินได้
- มาตรา 40 (1) การจ้างแรงงาน
- ผู้จ่ายหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร
- คำนวณตามมาตรา 50 (1) โดยคูณเงินได้ด้วยจำนวนคราวที่ต้องจ่าย
- แบบที่ยื่น
- ภ.ง.ด.1
ลักษณะความสัมพันธ์แพทย์รับทำงานให้เป็นครั้งคราว ไม่มีข้อตกลงใช้สถานที่
- ประเภทเงินได้
- มาตรา 40 (2) การรับทำงานให้
- ผู้จ่ายหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร
- คำนวณตามมาตรา 50 (1) เช่นเดียวกัน
- แบบที่ยื่น
- ภ.ง.ด.1
ลักษณะความสัมพันธ์แพทย์ทำข้อตกลงใช้สถานที่ คลินิกเก็บเงินจากคนไข้แล้วแบ่งให้
- ประเภทเงินได้
- มาตรา 40 (6) วิชาชีพอิสระ การประกอบโรคศิลป
- ผู้จ่ายหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร
- ผู้จ่ายที่เป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น หักในอัตราร้อยละ 3.0
- แบบที่ยื่น
- ภ.ง.ด.3
แล้ว VAT
ประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ญ) ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ "การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล" และ (ฌ) ยกเว้นให้แก่ "การให้บริการการประกอบโรคศิลปะ การสอบบัญชี การว่าความ หรือการประกอบวิชาชีพอิสระอื่น" ผลคือทั้งค่ารักษาที่คลินิกเก็บจากคนไข้ และค่า DF ที่เป็นค่าตอบแทนการประกอบโรคศิลปะของแพทย์ ไม่ได้อยู่ในระบบ VAT อย่างไรก็ตามการยกเว้นนี้ผูกกับตัวบริการ ไม่ใช่ผูกกับตัวคลินิกทั้งองค์กร คลินิกที่ขายสินค้าอื่นด้วยจึงต้องให้ผู้ทำบัญชีดูว่ารายการใดอยู่นอกถ้อยคำนี้
04สามเรื่องที่ทำให้ทะเลาะกันเรื่องค่า DF ทุกสิ้นเดือน
ข้อพิพาทเรื่อง DF แทบไม่เคยเกิดจากอัตราที่ตกลงกันไว้ มันเกิดจากเคสที่ข้อตกลงไม่ได้พูดถึง แล้วสองฝ่ายตีความคนละแบบโดยสุจริตทั้งคู่ สามเรื่องข้างล่างนี้ครอบคลุมข้อพิพาทส่วนใหญ่ที่เกิดในคลินิกความงาม
1. ค่า DF บนราคาที่ลดแล้ว โปรโมชั่น และวอยเชอร์
คนไข้ซื้อโปรราคา 12,000 บาทจากราคาป้าย 18,000 บาท แล้วยังใช้วอยเชอร์ 1,000 บาทอีก แพทย์มองว่างานที่ทำเท่าเดิม DF จึงควรคิดจาก 18,000 คลินิกมองว่าเงินที่เข้าจริงคือ 11,000 ทั้งสองมุมมีเหตุผล และไม่มีคำตอบที่ถูกต้องสากล สิ่งที่ต้องมีคือการเลือกไว้ล่วงหน้าข้อเดียว ว่าฐานคำนวณคือราคาป้าย ราคาสุทธิหลังส่วนลด หรือราคาสุทธิหลังหักต้นทุนเวชภัณฑ์ แล้วเขียนตัวอย่างการคำนวณที่มีทั้งส่วนลดและวอยเชอร์ประกอบไว้ในข้อตกลงหนึ่งตัวอย่าง
2. ค่า DF ของคอร์สที่ใช้หลายครั้ง
คนไข้ซื้อคอร์ส 10 ครั้งในเดือนมกราคม จ่ายเงินครบทันที แล้วทยอยมาใช้จนถึงเดือนกันยายน โดยครั้งที่ 1–4 แพทย์ ก. เป็นคนทำ และครั้งที่ 5–10 แพทย์ ก. ลาออกไปแล้ว ถ้าข้อตกลงเขียนว่า DF เกิด "เมื่อขาย" แพทย์ ก. ได้ DF ของทั้ง 10 ครั้งในเดือนมกราคม และคลินิกต้องหาคนมาทำอีก 6 ครั้งโดยไม่มีงบ DF เหลือ ถ้าเขียนว่า DF เกิด "เมื่อใช้จริงแต่ละครั้ง" ปัญหานั้นหายไป แต่ต้องตกลงเพิ่มว่าราคาต่อครั้งคิดจากอะไร ราคาป้ายต่อครั้ง หรือราคาคอร์สที่ขายจริงหารด้วยจำนวนครั้ง — สองวิธีให้ตัวเลขต่างกันเสมอเมื่อคอร์สถูกลดราคา
3. ค่า DF เมื่อคืนเงิน เกิดภาวะแทรกซ้อน หรือต้องแก้เคส
เคสที่จ่าย DF ไปแล้วเมื่อสองเดือนก่อน วันนี้คนไข้ขอคืนเงินบางส่วน หรือกลับมาแก้ไขโดยไม่เสียเงินเพิ่ม คำถามคือ DF ที่จ่ายไปแล้วจะเรียกคืนไหม เรียกคืนเต็มจำนวนหรือตามสัดส่วนที่คืนให้คนไข้ และการมาแก้เคสครั้งที่สองนับเป็นเคสใหม่ที่ได้ DF อีกครั้งหรือไม่ ข้อตกลงส่วนใหญ่เงียบเรื่องนี้ ทำให้กลายเป็นการเจรจารายเคสทุกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำลายความสัมพันธ์เร็วที่สุด
- ฐานคำนวณ — ระบุชัดว่าคิดจากราคาป้าย ราคาสุทธิหลังส่วนลดและวอยเชอร์ หรือราคาสุทธิหลังหักต้นทุนเวชภัณฑ์ พร้อมตัวอย่างคำนวณหนึ่งเคสที่มีทั้งส่วนลดและวอยเชอร์
- จังหวะที่ DF เกิด — เกิดเมื่อคนไข้ชำระเงิน หรือเมื่อให้บริการเสร็จ และสำหรับคอร์สให้ระบุแยกอีกครั้งว่ายึดจังหวะไหน
- ราคาต่อครั้งของคอร์ส — ราคาป้ายต่อครั้ง หรือราคาที่ขายจริงเฉลี่ยต่อครั้ง เลือกหนึ่งอย่างและเขียนสูตรลงไป
- การคืนเงินและการยกเลิก — DF ถูกกลับรายการตามสัดส่วนของยอดที่คืน และหักจากงวดถัดไป ระบุด้วยว่าถ้าแพทย์ลาออกไปแล้วจะจัดการอย่างไร
- การแก้เคสและภาวะแทรกซ้อน — ระบุว่าการแก้ไขภายในกี่วันถือเป็นส่วนหนึ่งของเคสเดิม (ไม่มี DF ใหม่) และหลังจากนั้นถือเป็นเคสใหม่
- เคสที่มีแพทย์มากกว่าหนึ่งคน — ผู้ปรึกษาเคสกับผู้ลงมือทำแบ่ง DF กันอย่างไร และใครเป็นคนตัดสินเมื่อไม่ตรงกัน
- กำหนดวันปิดงวด วันส่งใบสรุป และวันโอน — พร้อมช่วงเวลาที่แพทย์ทักท้วงได้ เช่น ภายในกี่วันหลังได้รับใบสรุป
- อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่จะใช้และแบบที่คลินิกจะยื่น — เพื่อไม่ให้ยอดโอนสุทธิเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ในเดือนแรก
05ใบสรุปค่า DF รายเดือนควรมีอะไรบ้าง

ใบสรุปที่ดีต้องทำให้แพทย์ตรวจได้เองโดยไม่ต้องถาม และต้องกระทบยอดกลับไปหาระบบขายหน้าร้านได้ หลักคือ เริ่มจากยอดที่เก็บจากคนไข้ แล้วเดินลงมาทีละบรรทัดจนถึงยอดโอน ไม่ใช่โยนตัวเลขสุทธิมาก้อนเดียว ตัวอย่างข้างล่างมีเลขกำกับแต่ละบรรทัดเพื่อให้อ้างถึงได้
คลินิกเวชกรรมพรพิมล · ใบสรุปค่าธรรมเนียมแพทย์
งวด 1–31 สิงหาคม 2569 · พญ.ชนัญญา วีระพงษ์
- เกณฑ์ตัดยอด
- รายการที่ชำระเงินครบแล้วภายในงวด · 96 ใบเสร็จ · 148 รายการหัตถการ
- ยอดที่เก็บจากคนไข้ (ราคาป้าย)
- 815,000.00 บาท
- หัก ส่วนลดและวอยเชอร์
- -73,000.00 บาท
- ยอดสุทธิที่เก็บได้
- 742,000.00 บาท
- หัก ต้นทุนเวชภัณฑ์ตามข้อตกลง
- -96,000.00 บาท
- ฐานคำนวณ DF
- 646,000.00 บาท
- ค่า DF ตามอัตรารายหัตถการ (เฉลี่ย 23.0%)
- 148,580.00 บาท
- ปรับลด จากการคืนเงิน 2 เคส
- -6,380.00 บาท
- ค่า DF ก่อนหักภาษี
- 142,200.00 บาท
- หักภาษี ณ ที่จ่าย 3.0% (ภ.ง.ด.3)
- -4,266.00 บาท
- ยอดโอนสุทธิ
- 137,934.00 บาท
แนบไฟล์รายเคส 148 บรรทัด (วันที่ · HN · หัตถการ · ราคาป้าย · ส่วนลด · ฐาน · อัตรา · DF) · ทักท้วงได้ถึง 10 ก.ย. 2569
วิธีกระทบยอดคือเทียบบรรทัดที่ 2 กับรายงานยอดขายของระบบขายหน้าร้านในช่วงเดียวกัน โดยกรองเฉพาะบิลที่มีแพทย์คนนี้เป็นผู้ทำ ถ้าตรง แปลว่าปัญหา (ถ้ามี) อยู่ที่อัตราหรือฐานคำนวณ ถ้าไม่ตรง แปลว่าปัญหาอยู่ที่การผูกแพทย์กับรายการขาย ซึ่งแก้ที่ต้นทางได้ทันที การแยกสองกรณีนี้ออกจากกันคือสิ่งที่ทำให้ตรวจใบสรุปเสร็จภายในสิบนาทีแทนที่จะเป็นครึ่งวัน บรรทัดที่ 8 ต้องแจกแจงเป็นรายเคสในไฟล์แนบเสมอ เพราะเป็นบรรทัดที่ถูกทักท้วงบ่อยที่สุด
06วิธีวางระบบค่า DF ที่ไม่ต้องเถียงกันทุกเดือน
เลือกฐานคำนวณเดียวสำหรับทั้งคลินิก
ราคาป้าย ราคาสุทธิหลังส่วนลด หรือราคาสุทธิหลังหักต้นทุนเวชภัณฑ์ เลือกหนึ่งอย่างและใช้กับแพทย์ทุกคน ถ้ามีข้อยกเว้นรายบุคคล ให้เป็นข้อยกเว้นที่เขียนไว้ ไม่ใช่ความเข้าใจที่ต่างกัน
ทำตารางอัตรา DF รายแพทย์ × รายหัตถการ ไม่ใช่อัตราเดียวทั้งคลินิก
หัตถการที่ใช้ทักษะต่างกันควรมีอัตราต่างกัน และแพทย์ที่มีประสบการณ์ต่างกันก็เช่นกัน ตารางนี้ทำครั้งเดียวและแก้เมื่อมีการเจรจา ไม่ใช่คิดใหม่ทุกเดือน
กำหนดจังหวะที่ DF เกิด แล้วให้ระบบล็อกยอดที่จังหวะนั้น
เมื่อชำระเงินครบ หรือเมื่อให้บริการเสร็จ เลือกหนึ่งอย่างต่อประเภทงาน สิ่งสำคัญคือเมื่อล็อกแล้วอัตราที่ใช้ต้องถูกบันทึกติดไปกับรายการ ถ้าเดือนหน้าปรับอัตรา รายการเก่าต้องไม่เปลี่ยนตาม
แยกกติกาของคอร์สออกมาเขียนต่างหาก
คอร์สคือที่มาของข้อพิพาทมากที่สุดเพราะเงินกับงานเกิดคนละเดือน ระบุจังหวะที่ DF เกิด สูตรราคาต่อครั้ง และสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับครั้งที่เหลือเมื่อแพทย์ลาออก
ทำให้การกลับรายการเป็นเรื่องอัตโนมัติ ไม่ใช่การเจรจา
เมื่อมีการคืนเงิน DF ควรถูกกลับรายการตามสัดส่วนโดยเป็นบรรทัดติดลบที่มองเห็นได้ ไม่ใช่การลบรายการเดิมทิ้ง เพราะเดือนที่ยอดหายไปโดยไม่มีร่องรอยคือเดือนที่ความไว้ใจหายไปด้วย
ตกลงวันปิดงวด วันส่งใบสรุป และวันโอน แล้วยึดตามนั้น
เช่น ปิดงวดสิ้นเดือน ส่งใบสรุปวันที่ 5 ทักท้วงได้ถึงวันที่ 10 โอนวันที่ 15 ปฏิทินที่แน่นอนตัดคำถาม "เมื่อไรจะได้" ออกไปทั้งหมด และทำให้การทักท้วงมีที่ทางของมัน
ให้แพทย์เห็นยอดสะสมระหว่างเดือน ไม่ใช่รอสิ้นเดือน
เมื่อแพทย์เห็นตัวเลขเดินทุกวัน ความคลาดเคลื่อนจะถูกทักท้วงตอนที่ยังหาต้นตอได้ง่าย แทนที่จะถูกทักท้วงพร้อมกันทีเดียว 148 รายการในวันปิดงวด
ทบทวนอัตราตามปฏิทิน ไม่ใช่ตามอารมณ์
กำหนดรอบทบทวน เช่น ทุก 6 เดือน หรือเมื่อโครงสร้างราคาเปลี่ยน การรู้ล่วงหน้าว่ามีรอบทบทวนทำให้ไม่ต้องมีใครเปิดเรื่องกลางเดือน
07ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ตกลงเป็นเปอร์เซ็นต์โดยไม่ระบุว่าเปอร์เซ็นต์ของอะไร — ข้อพิพาทอันดับหนึ่ง และเป็นข้อที่แก้ได้ด้วยประโยคเดียวในวันที่เริ่มงาน
- คำนวณ DF จากบิล แต่โอนเงินตามยอดที่จำได้ — เมื่อยอดโอนไม่ตรงกับใบสรุปสองสามเดือนติด แพทย์จะเลิกอ่านใบสรุป และหลังจากนั้นความผิดพลาดจริง ๆ จะไม่ถูกจับได้อีกเลย
- ไม่บันทึกอัตราที่ใช้ไว้กับรายการ — พอปรับอัตราใหม่ รายงานย้อนหลังเปลี่ยนตามทั้งหมด และไม่มีใครพิสูจน์ได้อีกว่าเดือนก่อนตกลงกันที่เท่าไร
- หักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยอัตราเดียวกับแพทย์ทุกคน โดยไม่ดูรูปแบบความสัมพันธ์ — แพทย์ที่เป็นลูกจ้างกับแพทย์ที่ทำข้อตกลงใช้สถานที่ อยู่คนละมาตราและยื่นคนละแบบ
- แสดงเฉพาะยอดโอนสุทธิในใบสรุป — แพทย์ที่เข้าข่ายมาตรา 40 (6) ต้องใช้ตัวเลขยอดที่เก็บจากคนไข้ในการยื่นภาษีของตัวเอง ถ้าใบสรุปไม่มี เขาจะต้องมาขอทุกปี
- ปล่อยให้คอร์สค้างท่ออยู่ในระบบโดยไม่มีเจ้าของ — ครั้งที่เหลือของคอร์สที่แพทย์เดิมลาออกไปแล้ว จะกลายเป็นงานที่ไม่มีงบ DF รองรับ ถ้าไม่ได้เขียนกติกาไว้ก่อน
- ใช้ไฟล์สเปรดชีตที่มีคนแก้ได้หลายคน — ปัญหาไม่ใช่สูตรผิด แต่คือไม่มีใครบอกได้ว่าใครแก้อะไรเมื่อไร ซึ่งเป็นคำถามเดียวที่สำคัญเมื่อตัวเลขไม่ตรง
08เช็กลิสต์ก่อนเซ็นหรือแก้ข้อตกลงค่า DF
ใช้ตอนคุยกับแพทย์คนใหม่ หรือตอนทบทวนข้อตกลงเดิม ถ้ามีข้อไหนติ๊กไม่ได้ นั่นคือข้อที่จะกลายเป็นข้อพิพาทในอีกไม่กี่เดือน
- ระบุฐานคำนวณชัดเจน — ราคาป้าย ราคาสุทธิหลังส่วนลด หรือหลังหักต้นทุนเวชภัณฑ์
- มีตัวอย่างการคำนวณหนึ่งเคสที่มีทั้งส่วนลดและวอยเชอร์ประกอบไว้ในเอกสาร
- ระบุอัตราเป็นรายหัตถการหรือรายกลุ่มหัตถการ ไม่ใช่อัตราเดียวลอย ๆ
- ระบุจังหวะที่ DF เกิด — เมื่อชำระเงิน หรือเมื่อให้บริการเสร็จ
- มีวรรคของคอร์ส: DF เกิดเมื่อใช้ครั้งใด ราคาต่อครั้งคิดจากอะไร และครั้งที่เหลือเป็นของใครเมื่อแพทย์ลาออก
- มีวรรคของการคืนเงินและการยกเลิก พร้อมวิธีกลับรายการและงวดที่จะหัก
- มีวรรคของการแก้เคสและภาวะแทรกซ้อน ว่าอะไรคือส่วนหนึ่งของเคสเดิม
- มีวรรคของเคสที่มีแพทย์มากกว่าหนึ่งคน
- ระบุประเภทเงินได้ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่จะใช้ และแบบที่คลินิกจะยื่น
- ระบุปฏิทิน — วันปิดงวด วันส่งใบสรุป ช่วงทักท้วง และวันโอน
- ระบุรอบทบทวนอัตรา และเงื่อนไขที่ทำให้ต้องทบทวนก่อนกำหนด
- แพทย์เห็นยอดสะสมของตัวเองระหว่างเดือนได้ ไม่ต้องรอใบสรุป
ใน Flow Clinic
ตารางอัตรา DF รายแพทย์ ล็อกยอดจากบิลจริง
Flow Clinic เก็บอัตราค่า DF เป็นตารางรายแพทย์ × รายหัตถการ ตั้งเป็นเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนเงินคงที่ก็ได้ แล้วล็อกยอดจากใบเสร็จจริงเมื่อชำระเงินหรือเมื่อปิดเคส อัตราและฐานที่ใช้ถูกบันทึกติดไปกับรายการทุกบรรทัด ไม่มีใครต้องไล่พิมพ์ใหม่ตอนสิ้นเดือน
- เลือกได้ว่าจะคิดจากราคาสุทธิหลังส่วนลดหรือราคาป้าย และหักต้นทุนเวชภัณฑ์ก่อนคิดได้ โดยฐาน ส่วนลด และต้นทุนที่หัก ถูกเก็บแยกช่องไว้กับรายการ DF แต่ละบรรทัด
- คอร์สที่ใช้หลายครั้ง ตั้งได้ว่า DF เกิดตอนขายหรือตอนใช้จริงแต่ละครั้ง และเลือกได้ว่าจะตีราคาต่อครั้งด้วยราคาป้ายหรือราคาที่ขายจริง
- คืนเงินหรือยกเลิกบิล ระบบกลับรายการ DF ตามสัดส่วนที่คืนให้อัตโนมัติ เป็นบรรทัดติดลบที่ตรวจย้อนได้ ไม่ใช่การลบรายการเดิมทิ้ง
- รองรับขั้นบันไดแบบคิดต่อเคส และการันตีขั้นต่ำรายเดือนที่คำนวณส่วนต่างให้ตอนปิดงวดเงินเดือน
- รายงานสรุป DF รายเดือนแยกรายแพทย์ ปรับอัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ (ค่าเริ่มต้น 3%) แสดงยอดจ่ายสุทธิ และส่งออกเป็นไฟล์ CSV
แหล่งอ้างอิง
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 — ประเภทของเงินได้พึงประเมิน (40(1) การจ้างแรงงาน · 40(2) การรับทำงานให้ · 40(6) วิชาชีพอิสระ) — กรมสรรพากร
- คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528 ข้อ 7 (1) — หักภาษี ณ ที่จ่ายเงินได้จากวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40 (6) ในอัตราร้อยละ 3.0 — กรมสรรพากร · ผู้จ่ายต้องเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น
- ข้อหารือ กค 0811/4394 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 — ค่าตอบแทนแพทย์ที่ทำข้อตกลงใช้สถานที่เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) ส่วนแพทย์ที่รับทำงานให้เป็นครั้งคราวเป็นมาตรา 40 (2) — กรมสรรพากร
- ข้อหารือ กค 0702/5760 ลงวันที่ 6 กันยายน 2560 — เงินที่เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) — กรมสรรพากร
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ฌ) และ (ญ) — ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มแก่การให้บริการการประกอบโรคศิลปะ และการให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาล — กรมสรรพากร
- แบบ ภ.ง.ด.3 — สำหรับการหักภาษี ณ ที่จ่ายกรณีจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40 (5) (6) (7) (8) — กรมสรรพากร
- แบบ ภ.ง.ด.1 — สำหรับการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) กรณีจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40 (1) (2) — กรมสรรพากร
- ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2565 ข้อ 21 และ ข้อ 22 — แพทยสภา · ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 139 ตอนพิเศษ 272 ง 23 พฤศจิกายน 2565
- พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 32 (3) — ผู้รับอนุญาตต้องแสดงอัตราค่ารักษาพยาบาล ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าบริการอื่น ณ สถานพยาบาล — กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
คำถามที่พบบ่อย
- ค่า DF ควรอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์
- ไม่มีอัตรากลางที่ประกาศไว้เป็นทางการ และบทความนี้ไม่อ้างตัวเลขอ้างอิงของตลาดเพราะหาแหล่งที่ตรวจสอบได้ไม่ได้ สิ่งที่ตรวจสอบได้คือโครงสร้าง: อัตราที่เหมาะสมขึ้นกับว่าคลินิกหรือแพทย์เป็นคนแบกต้นทุนเวชภัณฑ์ ใครหาคนไข้ ใครรับความเสี่ยงเมื่อเดือนเงียบ และ DF คิดจากราคาป้ายหรือราคาสุทธิ ตัวเลขสองตัวที่ดูเท่ากันบนกระดาษให้ผลต่างกันมากเมื่อฐานคำนวณต่างกัน
- ค่า DF ต่างจากค่าคอมมิชชั่นอย่างไร
- ค่า DF คือค่าตอบแทนของแพทย์ผู้ทำหัตถการโดยเฉพาะ ส่วนค่าคอมมิชชั่นเป็นคำกว้างที่ครอบคลุมบทบาทอื่นในเคสเดียวกันด้วย เช่น ที่ปรึกษาความงามที่ปิดการขาย พยาบาลผู้ช่วย หรือผู้แนะนำคนไข้ ในทางบัญชีทั้งสองเป็นค่าใช้จ่ายของคลินิกเหมือนกัน แต่ควรเก็บแยกกัน เพราะฐานคำนวณ จังหวะที่เกิด และการหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
- คลินิกต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่า DF ทุกกรณีหรือไม่
- ขึ้นอยู่กับสองอย่าง คือประเภทเงินได้และสถานะของผู้จ่าย คำสั่งกรมสรรพากร ท.ป. 4/2528 ข้อ 7 กำหนดหน้าที่หักภาษีร้อยละ 3.0 สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (6) ไว้กับผู้จ่ายที่เป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น คลินิกที่ดำเนินการในนามบุคคลธรรมดาจึงไม่ได้อยู่ในถ้อยคำของข้อนี้ ส่วนการหักตามมาตรา 50 (1) สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (1) และ (2) ใช้กับผู้จ่ายที่เป็นบุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล ให้ผู้ทำบัญชียืนยันสถานะของคลินิกก่อนตั้งค่าในระบบ
- คลินิกต้องออกใบกำกับภาษีสำหรับค่า DF ไหม
- การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล และการให้บริการการประกอบโรคศิลปะ ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ญ) และ (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร บริการที่อยู่ในถ้อยคำนี้จึงไม่อยู่ในระบบ VAT แต่การยกเว้นผูกกับตัวบริการไม่ใช่ผูกกับองค์กร คลินิกที่มีรายได้อย่างอื่นด้วยควรให้ผู้ทำบัญชีดูรายการต่อรายการ
- คอร์สที่ขายไปแล้วแต่แพทย์ลาออกก่อนใช้ครบ ต้องทำอย่างไร
- ทางเลือกมีสองทางและต้องเลือกไว้ก่อน ไม่ใช่ตอนเกิดเรื่อง ทางแรกคือกำหนดให้ DF เกิดเมื่อใช้บริการจริงแต่ละครั้ง ครั้งที่เหลือจึงตกเป็นของแพทย์คนที่ทำจริง ทางที่สองคือ DF เกิดตอนขาย แล้วเขียนข้อกำหนดเรื่องการเรียกคืนตามสัดส่วนครั้งที่ยังไม่ได้ใช้เมื่อสิ้นสุดความสัมพันธ์ ทั้งสองทางใช้ได้ แต่ทางที่ไม่มีทางใช้ได้คือไม่เขียนอะไรไว้เลย
- คนไข้จะเห็นค่า DF บนใบเสร็จไหม
- โดยทั่วไปไม่เห็น เพราะคนไข้ซื้อบริการจากคลินิกในราคาเดียว การแบ่ง DF เป็นข้อตกลงภายใน สิ่งที่กฎหมายกำหนดให้คนไข้ต้องเห็นคืออัตราค่ารักษาพยาบาล ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ และค่าบริการอื่น ที่ผู้รับอนุญาตต้องแสดงไว้ ณ สถานพยาบาลตามมาตรา 32 (3) แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 สิ่งที่ต้องระวังคือราคาที่เรียกเก็บจริงต้องตรงกับอัตราที่แสดงไว้ ไม่ใช่ตรงกับตัวเลขที่ใช้คำนวณ DF ภายใน
- เปลี่ยนอัตรา DF กลางเดือนได้ไหม
- ได้ในทางปฏิบัติ แต่ต้องแยกให้ชัดว่าอัตราใหม่มีผลกับรายการที่เกิดตั้งแต่วันไหน และรายการก่อนหน้านั้นต้องไม่ถูกคำนวณใหม่ตาม วิธีที่ทำให้เรื่องนี้ไม่กลายเป็นข้อพิพาทคือให้ระบบบันทึกอัตราที่ใช้ติดไปกับรายการแต่ละบรรทัดตั้งแต่ตอนล็อกยอด ถ้าอัตราถูกอ่านสด ๆ จากตารางตอนออกรายงาน รายงานย้อนหลังจะเปลี่ยนทุกครั้งที่มีการปรับอัตรา และไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเดือนก่อนตกลงกันที่เท่าไร