# OPD card คืออะไร: 8 รายการที่เวชระเบียนคลินิกต้องบันทึกได้ เก็บกี่ปี และคนไข้ขอสำเนาได้แค่ไหน

Canonical: https://www.flowclinic.tech/blog/opd-card

Published: 2026-08-29

Updated: 2026-09-03

Language: th

Publisher: Flow Clinic (https://www.flowclinic.tech)

OPD card คือเวชระเบียนผู้ป่วยนอก และเป็นรายการที่เจ้าหน้าที่ตรวจทุกปี บทความนี้บอกว่าบัตรต้องบันทึกอะไรได้ 8 ข้อ ต้องเก็บนานเท่าไรและนับจากวันไหน คนไข้ขอสำเนาได้แค่ไหน รูปก่อน-หลังกับ PDPA เกี่ยวกันอย่างไร และคลินิกความงามต้องเพิ่มอะไรที่บัตรมาตรฐานไม่มี

### คำตอบสั้น ๆ
1. **OPD card คือเวชระเบียนผู้ป่วยนอก** — บันทึกประจำตัวคนไข้หนึ่งคนที่คลินิกต้องจัดให้มีตาม **พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 35 (3)**
2. บัตรต้อง**บันทึกรายละเอียดได้ 8 รายการ** ตามที่ระบุในแบบตรวจมาตรฐานคลินิกเวชกรรมประจำปีที่เจ้าหน้าที่ใช้ลงตรวจ — ตั้งแต่ชื่อคลินิก เลขประจำตัวคนไข้ วันที่มารับบริการ ไปจนถึงการแพ้ยา การวินิจฉัย การรักษา และลายมือชื่อแพทย์
3. นอกจากบัตรรายคน คลินิกยังต้องมี **ทะเบียนผู้ป่วย** แยกอีกหนึ่งเล่ม (ชื่อ-สกุล อายุ · เลขประจำตัว · วันที่มารับบริการ) และมี**ที่เก็บที่มั่นคง ปลอดภัย เป็นระเบียบ ค้นหาได้ง่าย**
4. ต้องเก็บให้อยู่ในสภาพที่ตรวจสอบได้ **ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่จัดทำ** — ไม่ใช่นับจากวันที่คนไข้มาครั้งสุดท้าย ฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 65
5. คนไข้ **มีสิทธิได้รับทราบข้อมูลของตนที่ปรากฏในเวชระเบียนเมื่อร้องขอ** ตามคำประกาศสิทธิผู้ป่วย และตาม PDPA มาตรา 30 มีสิทธิขอ**สำเนา** ซึ่งคลินิกต้องดำเนินการภายใน **30 วัน**
6. ข้อมูลสุขภาพเป็น**ข้อมูลอ่อนไหว**ตาม PDPA มาตรา 26 — รูปก่อน-หลัง ผลตรวจ และประวัติแพ้ยา อยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด โทษปรับทางปกครองสูงสุด **5 ล้านบาท**

## OPD card คืออะไร และกฎหมายเรียกมันว่าอะไร

OPD ย่อมาจาก outpatient department ดังนั้น **OPD card คือเวชระเบียนของผู้ป่วยนอก** — คนไข้ที่มาแล้วกลับ ไม่ได้นอนค้างคืน ซึ่งคือคนไข้ทุกคนของคลินิกเวชกรรมและคลินิกเวชกรรมเฉพาะทาง คำว่า "OPD card" ไม่ใช่ศัพท์กฎหมาย กฎหมายใช้คำว่า **เวชระเบียน** และในแบบตรวจของเจ้าหน้าที่ใช้คำว่า **"เวชระเบียน หรือบัตรผู้ป่วย"**

ที่มาของหน้าที่นี้คือ **พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 35 (3)** ซึ่งกำหนดให้ผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการมีหน้าที่ร่วมกัน "จัดให้มีและรายงานหลักฐานเกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลและผู้ป่วย และเอกสารอื่นที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยต้องเก็บรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพที่ตรวจสอบได้ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่จัดทำ" หน้าที่นี้ตกอยู่กับ**เจ้าของใบอนุญาตและผู้ดำเนินการ** ไม่ใช่แพทย์ที่มาลงตรวจเป็นครั้งคราว

### ทะเบียนผู้ป่วย กับ เวชระเบียน ไม่ใช่อย่างเดียวกัน

- **ที่เก็บเวชระเบียน** — ต้องมีตู้ ชั้น หรืออุปกรณ์ที่มั่นคง ปลอดภัย และจัดให้เป็นระเบียบ **ค้นหาได้ง่าย** นี่เป็นรายการตรวจแยกต่างหาก ตู้ที่ล็อกไม่ได้หรือกองรวมกันบนโต๊ะถือว่าไม่ผ่าน
- **ทะเบียนผู้ป่วย** — สมุดหรือไฟล์ที่ไล่เรียงการมารับบริการ ต้องมีอย่างน้อย 3 อย่างคือ ชื่อ-สกุลและอายุของคนไข้ · เลขที่ประจำตัวผู้ป่วย · วัน เดือน ปี ที่มารับบริการ คลินิกจำนวนมากมีบัตรรายคนแต่**ไม่มีทะเบียนเล่มนี้** แล้วมาตกตอนตรวจ
- **เวชระเบียนหรือบัตรผู้ป่วย** — บัตรประจำตัวคนไข้แต่ละคน ที่ต้องบันทึกรายละเอียดได้ 8 รายการตามหัวข้อถัดไป

> **คลินิกความงามอยู่ในข่ายเต็มตัว** — คลินิกเวชกรรมเฉพาะทางผิวหนัง คลินิกความงาม และคลินิกศัลยกรรมที่ไม่รับคนไข้ค้างคืน ล้วนเป็นสถานพยาบาลตามพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน จึงถูกตรวจด้วยแบบตรวจมาตรฐานคลินิกเวชกรรมชุดเดียวกัน การที่คนไข้มาทำฟิลเลอร์ไม่ใช่มาเพราะป่วย ไม่ได้ทำให้หน้าที่ทำเวชระเบียนหายไป และในทางกลับกัน หัตถการความงามคือกลุ่มที่บันทึกไม่ครบแล้วเจ็บตัวที่สุดเวลามีข้อพิพาท

## 8 รายการที่บัตรผู้ป่วยต้องบันทึกได้

รายการข้างล่างคือสิ่งที่แบบตรวจมาตรฐานคลินิกเวชกรรมประจำปีระบุไว้ในข้อ 4.1.3 ว่าบัตรผู้ป่วยต้อง "สามารถบันทึกรายละเอียดตามที่กฎกระทรวงกำหนด" คอลัมน์ตัวอย่างและจุดที่มักพลาดเป็นข้อสังเกตจากการใช้งานจริง ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของแบบตรวจ

*ข้อ 1–8 ตามแบบตรวจมาตรฐานคลินิกเวชกรรมประจำปี ข้อ 4.1.3 · ถ้อยคำของแต่ละจังหวัดต่างกันเล็กน้อย ให้ยึดแบบตรวจของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่*

| ข้อ | รายการที่ต้องบันทึกได้ | ตัวอย่างที่ใช้ได้ | จุดที่มักพลาด |
| --- | --- | --- | --- |
| 1 | ชื่อและที่อยู่สถานพยาบาล | คลินิกเวชกรรมเฉพาะทางผิวหนังลีลาวดี · โทร 02-555-1188 | ใช้แบบฟอร์มเปล่าที่ไม่มีหัวคลินิก หรือมีหลายสาขาแต่หัวบัตรเป็นสาขาเดียว |
| 2 | เลขที่ประจำตัวผู้ป่วย | HN-000318 | ใช้เบอร์โทรหรือชื่อเล่นแทนเลข ทำให้คนชื่อซ้ำกันปนกัน |
| 3 | วัน เดือน ปี ที่มารับบริการ | 3 ก.ย. 2569 | ลงแต่วันที่เปิดบัตรครั้งแรก ไม่ได้ลงทุกครั้งที่มา |
| 4 | ชื่อ นามสกุล อายุ เพศ ที่อยู่ เบอร์โทร และข้อมูลส่วนบุคคลอื่น | น.ส. ปัณฑิตา ศรีวิไล · 32 ปี · หญิง · กรุงเทพฯ · 08x-xxx-xxxx | มีแค่ชื่อกับเบอร์ ไม่มีที่อยู่ ทำให้ติดต่อกลับไม่ได้เมื่อเกิดเหตุ |
| 5 | อาการเจ็บป่วย การแพ้ยา ผลตรวจร่างกาย และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ | ไม่มีประวัติแพ้ยา · BP 118/76 · ผิวประเภท Fitzpatrick III | ช่อง "แพ้ยา" ว่างไว้ ซึ่งอ่านไม่ออกว่า "ไม่แพ้" หรือ "ยังไม่ได้ถาม" |
| 6 | การวินิจฉัยโรค | Melasma, bilateral malar | เขียนเป็นชื่อคอร์สที่ขาย ไม่ใช่การวินิจฉัย |
| 7 | การรักษา | ฉีด botulinum toxin บริเวณ glabella รวม 20 ยูนิต | เขียนแค่ "ทำตามโปรแกรม" โดยไม่ระบุบริเวณและปริมาณ |
| 8 | ลายมือผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ให้การรักษา | ลงชื่อแพทย์พร้อมเลขใบอนุญาต ว.xxxxx | ไม่มีลายมือชื่อ หรือมีแต่ชื่อพยาบาลผู้ช่วยที่บันทึกแทน |

## หน้าตาของ OPD card ที่ครบทั้ง 8 ข้อ

ตัวอย่างข้างล่างคือหน้าแรกของบัตรคนไข้คลินิกผิวหนัง ตัวเลขในวงกลมชี้ว่าข้อมูลแต่ละส่วนตอบข้อไหนของตาราง ด้านหลังบัตรคือช่องบันทึกการมาแต่ละครั้ง — วันที่ อาการ การวินิจฉัย การรักษา และลายมือชื่อแพทย์ต่อครั้ง

**คลินิกเวชกรรมเฉพาะทางผิวหนังลีลาวดี** — เวชระเบียนผู้ป่วยนอก (OPD card)
- (1) สถานพยาบาล: เลขที่ 88/3 ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ · โทร 02-555-1188
- (2) เลขที่ประจำตัวผู้ป่วย: HN-000318
- (3) วันที่มารับบริการครั้งนี้: 3 ก.ย. 2569 (เปิดบัตรครั้งแรก 14 ก.พ. 2567)
- (4) ชื่อ · อายุ · เพศ · ที่อยู่ · โทร: น.ส. ปัณฑิตา ศรีวิไล · 32 ปี · หญิง · เขตวัฒนา กรุงเทพฯ · 08x-xxx-xxxx
- (5) อาการ · แพ้ยา · ตรวจร่างกาย: ฝ้าโหนกแก้มสองข้าง 2 ปี · ไม่มีประวัติแพ้ยาและอาหาร · BP 118/76 · Fitzpatrick III · ไม่ตั้งครรภ์
- (6) การวินิจฉัย: Melasma, bilateral malar
- (7) การรักษา: Q-switched laser ทั้งใบหน้า 1 ครั้ง · จ่าย tretinoin 0.025% ทาก่อนนอน
- (8) ผู้ให้การรักษา: พญ. อรวรรณ (ลายมือชื่อ) · ว.xxxxx
แผ่นหลัง: ตารางบันทึกการมาแต่ละครั้ง · ใบยินยอมต่อหัตถการ · รูปก่อน-หลัง · แผนผังจุดฉีด
_ตัวอย่างหน้าแรกของ OPD card · ข้อมูลทั้งหมดสมมติขึ้น ชื่อคลินิก ชื่อคนไข้ เลข HN และเลขใบอนุญาตไม่ใช่ของจริง_

> **ช่อง "แพ้ยา" ห้ามปล่อยว่าง** — ช่องว่างในเวชระเบียนตีความไม่ได้ — คนอ่านแยกไม่ออกว่า "ถามแล้วไม่แพ้" กับ "ยังไม่ได้ถาม" ให้ใช้คำที่เป็นบวก เช่น "ปฏิเสธประวัติแพ้ยาและอาหาร (ถามเมื่อ 3 ก.ย. 2569)" กติกาเดียวกันใช้กับการตั้งครรภ์ การใช้ไอโซเตรทติโนอิน และประวัติคีลอยด์ ซึ่งเป็นข้อห้ามของหลายหัตถการ

## รายการที่กฎหมายไม่ได้สั่ง แต่คลินิกความงามขาดไม่ได้

แบบตรวจเขียนไว้เป็นขั้นต่ำสำหรับคลินิกเวชกรรมทุกประเภท ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับงานหัตถการความงามที่ทำซ้ำหลายรอบและมีผลลัพธ์เป็นภาพ ตารางนี้แยกให้ชัดว่าอะไรคือ**ข้อบังคับ** และอะไรคือ**สิ่งที่ควรมี** เพื่อไม่ให้เอาสองอย่างมาปนกันเวลาออกแบบฟอร์ม

*"ข้อบังคับ" = อยู่ในแบบตรวจมาตรฐานคลินิกเวชกรรม · "ควรมี" = ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่ข้อกำหนดตามกฎหมาย*

| รายการ | สถานะ | เหตุผลที่ต้องมี |
| --- | --- | --- |
| 8 ข้อในตารางก่อนหน้า | ข้อบังคับ | อยู่ในแบบตรวจที่เจ้าหน้าที่ใช้ลงตรวจประจำปี |
| ทะเบียนผู้ป่วย 3 ช่อง และที่เก็บที่ล็อกได้ | ข้อบังคับ | เป็นรายการตรวจแยกต่างหากจากตัวบัตร |
| ใบยินยอมแยกต่อหัตถการ พร้อมวันที่และลายมือชื่อ | ควรมี | ใบยินยอมรวมใบเดียวตอนสมัครสมาชิกไม่ครอบคลุมหัตถการที่ยังไม่เกิด และเป็นเอกสารแรกที่ถูกขอเมื่อมีข้อพิพาท |
| รูปก่อน-หลัง ระบุวันที่ มุมกล้อง และแสงเดียวกัน | ควรมี | เป็นหลักฐานผลลัพธ์ที่คำบรรยายทดแทนไม่ได้ ต้องมีความยินยอมแยกสำหรับการถ่ายและการนำไปใช้ |
| แผนผังจุดฉีดต่อครั้ง (บริเวณ ปริมาณ ระดับชั้น) | ควรมี | ข้อ 7 บังคับให้บันทึก "การรักษา" อยู่แล้ว แต่ข้อความล้วนบอกตำแหน่งไม่ได้ รอบถัดไปจึงทำซ้ำหรือแก้ไม่ถูกจุด |
| เลขล็อตของฟิลเลอร์ โบทูลินัม และวัสดุฝัง ต่อครั้ง | ควรมี | ถ้าผู้ผลิตเรียกคืนล็อต ต้องตอบให้ได้ว่าใครได้รับล็อตนั้นบ้าง โดยไม่ต้องรื้อทุกแฟ้ม |
| ธงข้อห้าม: ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ไอโซเตรทติโนอิน คีลอยด์ ยากันเลือดแข็ง | ควรมี | ต้องเห็นก่อนเริ่มหัตถการ ไม่ใช่ซ่อนอยู่กลางบันทึกครั้งที่ 4 |
| สิทธิ์เข้าถึงรายบุคคล และร่องรอยว่าใครเปิดดู | ควรมี | PDPA มาตรา 37 (1) กำหนดให้มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยปราศจากอำนาจ ตู้ที่ทุกคนเปิดได้ทำหน้าที่นี้ไม่ได้ |

## เก็บนานแค่ไหน และคนไข้ขอสำเนาได้แค่ไหน

มาตรา 35 (3) เขียนว่า **ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่จัดทำ** จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยคือคำว่า "นับแต่วันที่จัดทำ" ไม่ใช่นับจากวันที่คนไข้มาครั้งสุดท้าย แปลว่าคนไข้ที่มาต่อเนื่อง 6 ปี แผ่นบันทึกของปีแรกครบกำหนดขั้นต่ำไปแล้ว ขณะที่แผ่นของปีนี้ยังต้องเก็บต่ออีกห้าปี ในทางปฏิบัติคลินิกส่วนใหญ่จึงเก็บทั้งแฟ้มตามแผ่นที่ใหม่ที่สุด เพราะง่ายกว่าและปลอดภัยกว่า และ "ห้าปี" เป็นเพียงขั้นต่ำ ไม่ใช่เพดาน ผู้ฝ่าฝืนมาตรา 35 มีโทษตามมาตรา 65 คือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ฝั่งคนไข้มีสองทางที่ขอดูข้อมูลได้ ทางแรกคือ **คำประกาศสิทธิและข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย** (ประกาศร่วมโดยแพทยสภาและสภาวิชาชีพอื่นเมื่อ 12 สิงหาคม 2558) ข้อ 8 ระบุว่าผู้ป่วยมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะของตนที่ปรากฏในเวชระเบียนเมื่อร้องขอตามขั้นตอนของสถานพยาบาลนั้น โดยข้อมูลนั้นต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ทางที่สองคือ **PDPA มาตรา 30** ซึ่งให้สิทธิขอเข้าถึงและ**ขอรับสำเนา** ข้อมูลของตน คลินิกปฏิเสธได้เฉพาะกรณีที่เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล และเมื่อปฏิเสธต้อง**บันทึกเหตุผลไว้** ถ้าไม่เข้าข้อยกเว้น ต้องดำเนินการโดยไม่ชักช้าและ**ไม่เกิน 30 วัน**นับแต่วันที่ได้รับคำขอ

> **ปิดกิจการก็ทิ้งแฟ้มไม่ได้** — กฎกระทรวงว่าด้วยการประกอบกิจการสถานพยาบาล (พ.ศ. 2545) ข้อ 34 กำหนดว่าเมื่อเลิกกิจการ ต้องประกาศให้คนไข้ที่เคยรับการรักษาในระยะเวลาห้าปีก่อนเลิกกิจการมาติดต่อขอรับเวชระเบียน ฟิล์มเอกซเรย์ และอื่น ๆ ภายในไม่เกินสองเดือน และเอกสารที่ไม่มีผู้มารับต้องส่งมอบให้สถานพยาบาลใกล้เคียงที่ยินดีรับ ถ้าไม่มี ให้มอบแก่สถานพยาบาลของรัฐในพื้นที่ — ห้ามทิ้งหรือทำลายเอง

## PDPA: เวชระเบียนคือข้อมูลอ่อนไหว ไม่ใช่ข้อมูลทั่วไป

![กล้องถ่ายรูปก่อน-หลังวางข้างแบบฟอร์มยินยอมที่ลงชื่อแล้วในห้องทรีตเมนต์](https://www.flowclinic.tech/images/blog/opd-card/opd-card-consent-photo.webp)

**PDPA มาตรา 26** จัดให้ "ข้อมูลสุขภาพ" เป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว ห้ามเก็บรวบรวมโดยไม่ได้รับความยินยอม**โดยชัดแจ้ง** เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น ข้อยกเว้นที่คลินิกใช้ได้คือมาตรา 26 (5) (ก) ซึ่งครอบคลุมการวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ การให้บริการด้านสุขภาพ และการรักษาทางการแพทย์ โดยในกรณีที่ไม่ใช่การปฏิบัติตามกฎหมาย ต้องเป็นการปฏิบัติตามสัญญาระหว่างคนไข้กับผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ พูดง่าย ๆ คือ **การบันทึกเวชระเบียนเพื่อรักษาคนไข้อยู่ในข่ายที่ทำได้** แต่การเอาข้อมูลเดียวกันไปใช้ทำอย่างอื่นไม่ได้ต่ออัตโนมัติ

- **การเก็บ** — มาตรา 37 (1) กำหนดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยโดยปราศจากอำนาจ ตู้เอกสารที่ล็อกได้และมีคนถือกุญแจจำกัด คือมาตรการขั้นต่ำที่พิสูจน์ได้ ส่วนระบบดิจิทัลต้องมีบัญชีผู้ใช้รายคน ไม่ใช่รหัสผ่านกลางที่ทั้งร้านใช้ร่วมกัน
- **การเข้าถึง** — พนักงานที่ไม่เกี่ยวกับการรักษาไม่ควรเปิดดูเวชระเบียนได้ทั้งเล่ม ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2565 ข้อ 17 ยังห้ามแพทย์เปิดเผยข้อมูลที่ได้จากการประกอบวิชาชีพอันอาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อคนไข้ เว้นแต่ได้รับความยินยอมโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเมื่อต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือตามหน้าที่
- **รูปก่อน-หลัง** — เป็นข้อมูลสุขภาพเช่นกัน การถ่ายเพื่อประกอบการรักษาคนละเรื่องกับการนำไปโพสต์ ควรแยกความยินยอมเป็นสองใบหรือสองข้อ และระบุให้ชัดว่านำไปใช้ที่ไหน นานเท่าไร และถอนความยินยอมได้อย่างไร
- **การส่งทาง LINE** — การส่งรูปหรือผลตรวจเข้าแชตส่วนตัวของพนักงาน ทำให้ข้อมูลอ่อนไหวไปอยู่บนอุปกรณ์ที่คลินิกควบคุมไม่ได้และลบตามไม่ได้ ถ้าจำเป็นต้องคุยกับคนไข้ผ่าน LINE ให้ใช้บัญชีทางการของคลินิกที่มีผู้ดูแลชัดเจน และอย่าให้ไฟล์ต้นฉบับอยู่ในเครื่องส่วนตัวเป็นที่เก็บถาวร
- **การลบ** — มาตรา 37 (3) กำหนดให้มีระบบตรวจสอบเพื่อลบหรือทำลายข้อมูลเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษา ขณะเดียวกันสิทธิขอลบตามมาตรา 33 ไม่ครอบคลุมข้อมูลที่ต้องเก็บไว้ตามข้อยกเว้นด้านการแพทย์และตามกฎหมายอื่น เวชระเบียนที่ยังไม่ครบห้าปีจึงลบตามคำขอไม่ได้ แต่ควรอธิบายเหตุผลนี้ให้คนไข้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร

> **ตัวเลขโทษที่ควรรู้** — PDPA มาตรา 84 กำหนดโทษปรับทางปกครองไม่เกินห้าล้านบาท สำหรับการฝ่าฝืนมาตรา 26 และการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลอ่อนไหวโดยมิชอบ ส่วนมาตรา 79 เป็นโทษอาญา จำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท และหนักขึ้นเป็นจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หากทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้

## ระบบแฟ้มกระดาษที่ใช้ได้จริง และวิธีย้ายไปดิจิทัลโดยไม่ขาดตอน

![แฟ้มเวชระเบียนกระดาษเปิดอยู่ข้างแท็บเล็ตที่แสดงเวชระเบียนดิจิทัล](https://www.flowclinic.tech/images/blog/opd-card/opd-card-paper-to-digital.webp)

ปัญหาของแฟ้มกระดาษไม่ใช่กระดาษ แต่คือการเรียงตามชื่อ ซึ่งพังทันทีที่คนไข้เปลี่ยนนามสกุล สะกดชื่อคนละแบบ หรือมีชื่อซ้ำกัน ระบบที่ทนกว่าคือ **เรียงตามเลข HN** แล้วให้ชื่อเป็นทางค้นหา ไม่ใช่ทางจัดเก็บ ขั้นตอนข้างล่างใช้ได้ทั้งกับคลินิกที่ยังอยู่บนกระดาษ และกับคลินิกที่กำลังจะย้าย

1. ให้เลข HN แบบเรียงลำดับและไม่นำมาใช้ซ้ำ
   รูปแบบตายตัวความยาวเท่ากัน เช่น HN-000318 อ่านง่ายและเรียงถูกเสมอ อย่าฝังปีหรือรหัสสาขาลงในเลข เพราะคนไข้ย้ายสาขาแล้วเลขจะกลายเป็นเท็จ และเมื่อคนไข้เลิกใช้บริการ ห้ามเอาเลขเดิมไปให้คนใหม่
2. เรียงแฟ้มตาม HN แล้วติดแถบสีตามปีที่มาครั้งล่าสุด
   แถบสีทำให้เห็นจากสันแฟ้มว่าใครไม่ได้มาเกินสองปี ใช้ทั้งเพื่อวางแผนติดตามคนไข้ และเพื่อรู้ว่าแฟ้มไหนใกล้ถึงรอบทบทวนการเก็บ โดยไม่ต้องเปิดอ่านทีละเล่ม
3. กำหนดที่อยู่ของแฟ้มระหว่างวันให้ชัด
   แฟ้มมีได้แค่สามที่: ในตู้ · ในถาดของห้องตรวจที่ระบุชื่อคนไข้ · ในถาด "รอเก็บเข้าตู้" ที่เคาน์เตอร์ ห้ามวางบนโต๊ะใครก็ตาม แฟ้มที่หายเกือบทั้งหมดคือแฟ้มที่ไม่มีที่อยู่ระหว่างวัน และตอนสิ้นวันต้องไม่มีอะไรค้างในถาด
4. แยกใบยินยอมและรูปออกจากบันทึกการรักษา แต่ผูกด้วย HN เดียวกัน
   ใบยินยอมถูกหยิบไปถ่ายเอกสารบ่อยกว่าบันทึกการรักษามาก การเก็บรวมกันคือสาเหตุที่แผ่นบันทึกหลุดหาย ให้แยกเป็นซองย่อยในแฟ้มเดียวกัน และเขียน HN ไว้ทุกแผ่น ไม่ใช่เขียนแค่บนปกแฟ้ม
5. ก่อนย้ายเข้าดิจิทัล ให้กำหนดว่าอะไรคือฉบับจริง
   ตัดสินใจเป็นลายลักษณ์อักษรว่านับแต่วันไหนบันทึกในระบบคือฉบับจริง และกระดาษก่อนหน้านั้นเป็นเอกสารประวัติ การมีสองฉบับที่ต่างคนต่างแก้คือความเสี่ยงที่ใหญ่กว่ากระดาษล้วน และเป็นสิ่งที่ตอบเจ้าหน้าที่ยากที่สุดเวลาตัวเลขไม่ตรงกัน
6. ย้ายด้วยเลข HN เดิม ไม่ต้องออกเลขใหม่
   ให้ระบบใหม่รับเลขเดิมได้ แล้วเดินเลขถัดไปจากเลขสูงสุดที่นำเข้า คนไข้เก่าจะถือบัตรใบเดิมมาแล้วยังค้นเจอ ถ้าออกเลขใหม่ทั้งชุด ประวัติเก่ากับใหม่จะแยกกันถาวรและไม่มีใครกลับมาเชื่อมให้
7. อย่าทิ้งกระดาษ แม้สแกนแล้ว
   การสแกนไม่ได้ทำให้ภาระตามมาตรา 35 (3) หายไป และลายมือชื่อแพทย์บนต้นฉบับคือสิ่งที่ไฟล์ภาพทดแทนได้ไม่เต็มที่ในเวลามีข้อพิพาท เก็บต้นฉบับไว้ในตู้ที่ล็อกได้จนพ้นระยะเวลาที่คลินิกกำหนดไว้ ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าห้าปี
8. ซ้อมการขอสำเนาปีละครั้ง
   สมมติว่าคนไข้เดินเข้ามาขอสำเนาเวชระเบียนของตนวันนี้ จับเวลาว่าใช้เวลากี่นาทีจนได้เอกสารครบ ใครเป็นคนอนุมัติ และบันทึกคำขอไว้ที่ไหน ถ้ายังตอบไม่ได้ แปลว่าคลินิกยังทำตามกรอบ 30 วันของ PDPA มาตรา 30 ไม่ได้จริง

## ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

- **ไม่มีทะเบียนผู้ป่วยแยกต่างหาก** — มีบัตรรายคนครบแต่ไม่มีสมุดหรือไฟล์ที่ไล่การมารับบริการตามวัน ซึ่งเป็นคนละรายการตรวจกับตัวบัตร
- **ปล่อยช่องแพ้ยาว่าง** — ช่องว่างไม่ได้แปลว่าไม่แพ้ ให้เขียนคำปฏิเสธพร้อมวันที่ที่ถาม
- **เขียนชื่อคอร์สแทนการวินิจฉัยและการรักษา** — "โปรแกรมหน้าใส 10 ครั้ง" ไม่ใช่การวินิจฉัยตามข้อ 6 และไม่ใช่การรักษาตามข้อ 7
- **ไม่มีลายมือชื่อแพทย์ต่อครั้ง** — ข้อ 8 ต้องการลายมือของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ให้การรักษา ไม่ใช่ลายมือของผู้ช่วยที่บันทึกแทน
- **แก้บันทึกย้อนหลังโดยลบของเดิม** — ข้อบังคับแพทยสภา พ.ศ. 2565 ข้อ 16 ห้ามให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง วิธีที่ถูกคือขีดฆ่าเส้นเดียวให้ยังอ่านของเดิมออก เขียนของใหม่ ลงชื่อและวันที่กำกับ
- **เก็บรูปก่อน-หลังไว้ในมือถือส่วนตัวของพนักงาน** — เป็นข้อมูลอ่อนไหวที่คลินิกควบคุมไม่ได้ ลบตามไม่ได้ และตอบไม่ได้ว่าใครเคยเห็น
- **ทิ้งแฟ้มตอนย้ายร้านหรือปิดสาขา** — กฎกระทรวง พ.ศ. 2545 ข้อ 34 กำหนดขั้นตอนไว้ชัด และคนไข้ยังมีสิทธิขอรับเอกสารของตน
- **นับห้าปีจากวันที่มาครั้งสุดท้าย** — กฎหมายเขียนว่านับแต่วันที่จัดทำ การนับผิดฝั่งทำให้ทิ้งเอกสารเร็วเกินไปโดยเข้าใจว่าถูกแล้ว

## เช็กลิสต์ตรวจ OPD card ด้วยตัวเอง

หยิบแฟ้มมาสิบเล่มแบบสุ่ม แล้วไล่ทีละข้อ ใช้เวลาประมาณยี่สิบนาที ถ้าข้อไหนตกซ้ำ ๆ ในหลายเล่ม แปลว่าฟอร์มออกแบบไม่ดี ไม่ใช่พนักงานสะเพร่า

- [ ] หัวบัตรมีชื่อและที่อยู่คลินิกตามใบอนุญาต และเป็นสาขาที่ให้บริการจริง
- [ ] มีเลขที่ประจำตัวผู้ป่วยบนทุกแผ่น ไม่ใช่เฉพาะบนปก
- [ ] มีวัน เดือน ปี ของการมาทุกครั้ง ไม่ใช่เฉพาะครั้งแรก
- [ ] มีชื่อ-สกุล อายุ เพศ ที่อยู่ และเบอร์โทรที่ติดต่อได้
- [ ] ช่องแพ้ยาถูกกรอกเป็นข้อความ ไม่ใช่ปล่อยว่าง
- [ ] มีการวินิจฉัยเป็นภาษาทางการแพทย์ ไม่ใช่ชื่อคอร์ส
- [ ] การรักษาระบุบริเวณและปริมาณที่ทำจริง
- [ ] มีลายมือชื่อแพทย์ผู้ให้การรักษาทุกครั้งที่มา
- [ ] มีทะเบียนผู้ป่วยแยกเล่ม ครบสามช่องตามที่กำหนด
- [ ] ตู้เก็บล็อกได้ เป็นระเบียบ และค้นหาแฟ้มได้ภายในหนึ่งนาที
- [ ] ใบยินยอมของหัตถการล่าสุดอยู่ในแฟ้ม ลงวันที่และลายมือชื่อครบ
- [ ] รูปก่อน-หลังผูกกับ HN และมีความยินยอมสำหรับการใช้งานที่ทำอยู่จริง
- [ ] เอกสารเก่าที่สุดในแฟ้มยังอยู่ครบ และมีวันที่ให้ยืนยันอายุการเก็บได้
- [ ] ถ้ามีคนไข้ขอสำเนาวันนี้ ตอบได้ว่าใครอนุมัติ ใช้เวลากี่วัน และบันทึกคำขอไว้ที่ไหน

## เวชระเบียนที่พิมพ์ออกมาได้ทันทีเมื่อถูกขอ
Flow Clinic เก็บข้อมูลคนไข้ ประวัติการแพ้ ประวัติการมาแต่ละครั้ง รูปก่อน-หลัง และใบยินยอมไว้ใต้เลข HN เดียวกัน และพิมพ์เป็นเอกสารเวชระเบียนได้จากหน้าเดียวกัน ทั้งแบบทั้งประวัติและแบบเฉพาะการมาครั้งนั้น
- เลข HN ออกให้อัตโนมัติในรูปแบบเดียวกันทั้งคลินิก ไม่ซ้ำกัน และรับเลขเดิมจากระบบเก่าเข้ามาได้ตอนย้ายข้อมูล
- เอกสารเวชระเบียนที่พิมพ์ออกมามีหัวคลินิกพร้อมเลขใบอนุญาต ข้อมูลคนไข้ ประวัติการแพ้ยาและอาหาร แล้วตามด้วยรายการต่อครั้ง — อาการ สัญญาณชีพ การวินิจฉัย หัตถการพร้อมบริเวณ วัสดุที่ใช้ และแพทย์ผู้ให้การรักษาพร้อมเลขใบอนุญาต
- ประวัติแพ้ยา แพ้อาหาร แพ้ลาเท็กซ์ การตั้งครรภ์ การใช้ไอโซเตรทติโนอิน และประวัติคีลอยด์ แสดงเป็นแถบเตือนไล่ระดับความรุนแรงอยู่บนหัวหน้าประวัติคนไข้
- ใบยินยอมเป็นแม่แบบที่มีเลขเวอร์ชัน เซ็นบนจอแล้วเก็บเป็น PDF พร้อมค่าแฮชและเลขที่ใบยินยอม ระบบขึ้นสถานะให้เองว่าฉบับที่เซ็นไว้ยังตรงกับเวอร์ชันปัจจุบันหรือหมดอายุแล้ว
- รูปก่อน-หลังผูกกับการมาแต่ละครั้งและแยกประเภทก่อน/หลัง เลือกจับคู่ข้ามครั้งเพื่อออกเป็นภาพเปรียบเทียบได้ในหลายอัตราส่วน
- แผนผังการรักษาวาดบนภาพร่างกายที่คลินิกอัปโหลดเองได้ ปักหมุดพร้อมข้อความกำกับและวาดเส้นได้
- ทุกการลบเป็นการลบแบบซ่อน ไม่มีการลบข้อมูลคนไข้ออกจากฐานข้อมูลจริง และทุกคำขอที่เข้ามาถูกบันทึกไว้พร้อมผู้ใช้ เส้นทาง และเวลา

## แหล่งอ้างอิง
1. [พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม — มาตรา 35 (3) และมาตรา 65](https://hss.moph.go.th/fileupload_doc/D00000002319_28616.pdf) — กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
2. [บันทึกการตรวจมาตรฐานคลินิกเวชกรรม ประจำปี — ข้อ 4.1 เวชระเบียน](https://fdasamutsongkhram.org/wp-content/uploads/2023/08/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B5.pdf) — กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสงคราม
3. [คำประกาศสิทธิและข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย — ข้อ 6 ข้อ 8 และข้อ 9](https://www.tmc.or.th/pdf/declaration.pdf) — แพทยสภาและสภาวิชาชีพด้านสุขภาพ ประกาศร่วมกัน 12 สิงหาคม 2558
4. [พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — มาตรา 26 30 33 37 79 และ 84](https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/17082307.pdf) — ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนที่ 69 ก 27 พฤษภาคม 2562
5. [ข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2565 — ข้อ 16 และข้อ 17](https://tmc.or.th/pdf/tmc-04-09122565.pdf) — ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 139 ตอนพิเศษ 272 ง 23 พฤศจิกายน 2565
6. [กฎกระทรวงว่าด้วยการประกอบกิจการสถานพยาบาล (พ.ศ. 2545) — ข้อ 34 การเลิกกิจการ](https://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5_(%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._%E0%B9%92%E0%B9%95%E0%B9%94%E0%B9%95)) — ฉบับถอดความจากราชกิจจานุเบกษา บนวิกิซอร์ซ

## คำถามที่พบบ่อย

### OPD card เก็บเป็นไฟล์ดิจิทัลอย่างเดียวได้ไหม ไม่ต้องมีกระดาษ
มาตรา 35 (3) กำหนดว่าต้องเก็บ "ให้อยู่ในสภาพที่ตรวจสอบได้" ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นกระดาษ แต่แบบตรวจของเจ้าหน้าที่ยังคงตรวจว่ามีที่เก็บที่มั่นคงปลอดภัยและค้นหาได้ง่าย และมีลายมือชื่อแพทย์ผู้ให้การรักษา ทางที่ปลอดภัยระหว่างเปลี่ยนผ่านคือกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรว่านับแต่วันไหนระบบคือฉบับจริง เก็บกระดาษเดิมไว้ครบตามระยะเวลา และสอบถามแนวปฏิบัติกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่ก่อนเลิกใช้กระดาษทั้งหมด

### ครบห้าปีแล้วทำลายเวชระเบียนได้เลยไหม
ห้าปีเป็นขั้นต่ำตามมาตรา 35 (3) ไม่ใช่กำหนดให้ทำลาย และ PDPA มาตรา 37 (3) กำหนดเพียงให้มีระบบตรวจสอบเพื่อลบหรือทำลายเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษาที่คลินิกประกาศไว้เอง ก่อนทำลายควรพิจารณาอายุความของข้อพิพาทที่อาจเกิดจากหัตถการนั้น และควรทำลายด้วยวิธีที่กู้คืนไม่ได้พร้อมบันทึกไว้ว่าทำลายอะไร เมื่อไร โดยใคร

### คนไข้ขอสำเนาเวชระเบียน คลินิกปฏิเสธได้ไหม และคิดค่าใช้จ่ายได้ไหม
PDPA มาตรา 30 ให้สิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนา คลินิกปฏิเสธได้เฉพาะกรณีที่เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล และการให้สำเนานั้นจะกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น เมื่อปฏิเสธต้องบันทึกเหตุผลไว้ ถ้าไม่เข้าข้อยกเว้นต้องดำเนินการภายในไม่เกิน 30 วัน ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายกฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราไว้ในตัวบท จึงควรตั้งเป็นค่าถ่ายเอกสารตามจริงและแจ้งล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร

### รูปก่อน-หลังต้องเก็บในเวชระเบียนไหม และเอาไปโพสต์ได้ไหม
แบบตรวจไม่ได้บังคับให้มีรูปก่อน-หลัง แต่สำหรับหัตถการความงามรูปคือหลักฐานผลลัพธ์ที่ข้อความทดแทนไม่ได้ จึงควรเก็บไว้ผูกกับ HN เดียวกัน ส่วนการนำไปเผยแพร่เป็นคนละวัตถุประสงค์กับการรักษา ต้องมีความยินยอมแยกที่ระบุช่องทาง ระยะเวลา และวิธีถอนความยินยอม และต้องตรวจสอบกฎเรื่องการโฆษณาสถานพยาบาลกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดก่อนเผยแพร่ทุกครั้ง

### แพทย์เขียนผิดแล้วอยากแก้ ทำอย่างไรจึงถูกต้อง
ห้ามลบ ขูด หรือใช้น้ำยาลบคำผิด เพราะทำให้บันทึกเดิมหายไป ข้อบังคับแพทยสภา พ.ศ. 2565 ข้อ 16 ห้ามให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง วิธีที่ยอมรับกันคือขีดฆ่าด้วยเส้นเดียวให้ยังอ่านข้อความเดิมออก เขียนข้อความใหม่ต่อท้าย แล้วลงลายมือชื่อและวันที่กำกับการแก้ ระบบดิจิทัลควรเก็บประวัติการแก้ไขไว้ด้วยเหตุผลเดียวกัน

### คลินิกมีหลายสาขา ควรใช้เลข HN ชุดเดียวหรือแยกตามสาขา
ชุดเดียวทั้งคลินิกจะปลอดภัยกว่า เพราะคนไข้ที่ย้ายไปทำสาขาอื่นจะไม่ถูกเปิดบัตรใหม่และไม่มีประวัติสองชุด ส่วนหัวบัตรและเอกสารที่พิมพ์ออกมาให้แสดงชื่อและที่อยู่ของสาขาที่ให้บริการจริงตามข้อ 1 ถ้าตอนนี้แต่ละสาขาเดินเลขของตัวเองอยู่แล้ว ให้รวมเป็นชุดเดียวตอนย้ายเข้าระบบ โดยรักษาเลขเดิมของคนไข้เก่าไว้และเดินเลขใหม่ต่อจากเลขสูงสุด
