# ค่า DF คืออะไร: โมเดลคิดค่ามือแพทย์ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และข้อตกลงที่กันทะเลาะทุกสิ้นเดือน

Canonical: https://www.flowclinic.tech/blog/df-fee

Published: 2026-09-02

Updated: 2026-09-03

Language: th

Publisher: Flow Clinic (https://www.flowclinic.tech)

ค่า DF คือส่วนของราคาหัตถการที่ตกเป็นค่าตอบแทนของแพทย์ แต่คำว่า "กี่เปอร์เซ็นต์" ไม่เคยเป็นคำถามที่ทำให้ทะเลาะกัน — สิ่งที่ทำให้ทะเลาะคือเปอร์เซ็นต์ของราคาไหน คอร์สที่ใช้หลายครั้งนับเมื่อไร และคืนเงินแล้วใครรับ บทความนี้รวมโมเดลที่ใช้จริง ตัวอย่างคำนวณ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามที่กรมสรรพากรวางไว้ และข้อความที่ควรอยู่ในข้อตกลง

### คำตอบสั้น ๆ
1. **ค่า DF (Doctor Fee)** คือค่าธรรมเนียมแพทย์ — ส่วนของเงินที่คนไข้จ่าย ซึ่งตกเป็นค่าตอบแทนของแพทย์ผู้ทำหัตถการ แยกจากค่าบริการของคลินิกที่ครอบคลุมสถานที่ เครื่องมือ เวชภัณฑ์ และทีมงาน
2. คนไข้จ่ายราคาเดียว ไม่ได้จ่ายค่า DF แยก การแบ่ง DF เป็นเรื่องภายในระหว่างคลินิกกับแพทย์ ส่วนราคาที่คนไข้เห็นคืออัตราที่คลินิกต้องแสดงไว้ ณ สถานพยาบาลตาม **พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 32 (3)**
3. โมเดลที่ใช้จริงมี 4 แบบ — เปอร์เซ็นต์ของราคาหัตถการ · เหมาจ่ายต่อเคส · การันตีขั้นต่ำต่อเวรคู่กับเปอร์เซ็นต์ · ขั้นบันได — ต่างกันที่**ใครรับความเสี่ยงในเดือนที่คนไข้น้อย** ไม่ได้ต่างกันแค่ตัวเลข
4. ภาษี: แพทย์ที่ทำข้อตกลงใช้สถานที่แล้วคลินิกเก็บเงินจากคนไข้และแบ่งให้ เข้าข่ายเงินได้ตาม **มาตรา 40(6)** วิชาชีพอิสระ (การประกอบโรคศิลป) หากผู้จ่ายเป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย **ร้อยละ 3.0** ตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป. 4/2528 ข้อ 7 (1) และยื่นด้วยแบบ **ภ.ง.ด.3**
5. แพทย์ที่เป็นลูกจ้างมีเงินเดือน เข้ามาตรา 40(1) ส่วนแพทย์ที่รับทำงานให้เป็นครั้งคราวโดยไม่มีข้อตกลงใช้สถานที่ เข้ามาตรา 40(2) ทั้งสองกรณีหักตามมาตรา 50 (1) และยื่นด้วยแบบ **ภ.ง.ด.1**
6. เรื่องที่ทำให้ทะเลาะกันมี 3 เรื่องเสมอ — DF บนราคาที่ลดแล้ว · DF ของคอร์สที่ใช้หลายครั้ง · DF เมื่อคืนเงินหรือแก้เคส — เขียนสามข้อนี้ลงข้อตกลงตั้งแต่วันแรก แล้วสิ้นเดือนจะไม่มีอะไรต้องเถียง

## ค่า DF คืออะไร และต่างจากค่าบริการของคลินิกตรงไหน

เวลาคนไข้จ่ายค่าฉีดฟิลเลอร์ 18,000 บาท เงินก้อนนั้นไม่ได้เป็นของแพทย์ทั้งหมด และไม่ได้เป็นของคลินิกทั้งหมด ราคานี้รวมของอย่างน้อยสามอย่างเข้าด้วยกัน คือ**ค่าตัวยาและเวชภัณฑ์** ที่มีต้นทุนจริง **ค่าบริการของคลินิก** ที่ครอบคลุมสถานที่ เครื่องมือ ใบอนุญาต พนักงานหน้าเคาน์เตอร์และผู้ช่วย และ**ค่าธรรมเนียมแพทย์** หรือค่า DF ที่ตกเป็นค่าตอบแทนของคนที่ลงมือทำ

ค่า DF ถูกแยกออกมาเป็นก้อนของตัวเองเพราะแพทย์ในคลินิกความงามส่วนใหญ่**ไม่ได้กินเงินเดือนอย่างเดียว** หลายคนออกตรวจหลายที่ ทำงานเป็นเวร และรายได้ผูกกับปริมาณงานที่ทำจริง คลินิกจึงต้องมีวิธีบอกได้ว่าเดือนนี้แพทย์คนนี้ทำอะไรไปบ้างและควรได้เท่าไร ตัวเลขนี้ยังเป็นตัวเลขที่กรมสรรพากรสนใจ เพราะมันคือเงินได้ของแพทย์ที่คลินิกเป็นผู้จ่าย

*การแบ่งเงินหนึ่งก้อนของคนไข้ · ตัวอย่างเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่สัดส่วนมาตรฐานของอุตสาหกรรม*

| ส่วนประกอบของราคา | ตกเป็นของใคร | คิดจากอะไร | คนไข้เห็นแยกไหม |
| --- | --- | --- | --- |
| ค่ายาและเวชภัณฑ์ | ผู้ขายวัสดุ (เป็นต้นทุนของคลินิก) | ต้นทุนจริงต่อหน่วยที่ใช้ในเคสนั้น | ไม่แยก เว้นแต่คลินิกเลือกแจกแจงในใบเสร็จ |
| ค่าบริการของคลินิก | คลินิก | ส่วนที่เหลือหลังหักต้นทุนและค่า DF | ไม่แยก |
| ค่าธรรมเนียมแพทย์ (DF) | แพทย์ผู้ทำหัตถการ | ข้อตกลงระหว่างคลินิกกับแพทย์ — เปอร์เซ็นต์ เหมาจ่าย การันตี หรือขั้นบันได | ไม่แยก เป็นเรื่องภายใน |
| ค่าคอมมิชชั่นของทีมอื่น | ที่ปรึกษาความงาม พยาบาล ผู้แนะนำ | นโยบายค่าตอบแทนของคลินิก | ไม่แยก |

> **บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป** — ข้อกฎหมายและข้อความในประกาศที่อ้างถึงมาจากแหล่งราชการที่ระบุไว้ท้ายบทความ แต่การจัดประเภทเงินได้และการหักภาษี ณ ที่จ่ายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคลินิก เช่น รูปแบบสัญญา ใครเป็นผู้เก็บเงินจากคนไข้ และคลินิกจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา ให้สำนักงานบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีของคลินิกยืนยันฐานะของคลินิกเองก่อนนำไปใช้

## โมเดลคิดค่า DF ที่คลินิกความงามใช้จริง 4 แบบ

ทุกโมเดลจ่ายเงินให้แพทย์เหมือนกันหมดในเดือนที่งานเยอะ ความต่างจะโผล่ในเดือนที่คนไข้น้อย ในโปรโมชั่นที่ลดราคาแรง ๆ และในเดือนที่มีเคสคืนเงิน ก่อนเลือกโมเดล ให้ถามคำถามเดียวว่า **ถ้าเดือนหน้ายอดตกครึ่งหนึ่ง ใครเจ็บ** คำตอบของคำถามนั้นคือโมเดลที่คุณกำลังเลือก

*โมเดลค่า DF ที่พบในคลินิกความงาม · การจัดกลุ่มนี้เป็นการสรุปเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่นิยามตามกฎหมาย*

| โมเดล | คิดอย่างไร | ใครรับความเสี่ยงเมื่อเดือนเงียบ | ต้องเขียนเพิ่มในข้อตกลง |
| --- | --- | --- | --- |
| เปอร์เซ็นต์ของราคาหัตถการ | อัตราคงที่ต่อหัตถการ เช่น 20% ของราคาที่เก็บได้ | แพทย์ — รายได้ขึ้นลงตามยอดเต็ม ๆ | เปอร์เซ็นต์ของ**ราคาไหน** ราคาป้ายหรือราคาสุทธิหลังส่วนลด |
| เหมาจ่ายต่อเคส | จำนวนเงินคงที่ต่อหัตถการหนึ่งครั้ง ไม่ผูกกับราคาขาย | คลินิก — ถ้าลดราคาแรง ต้นทุน DF ต่อเคสเท่าเดิม | นิยามว่า "หนึ่งเคส" คืออะไร เมื่อทำหลายจุดหรือหลายหัตถการในนัดเดียว |
| การันตีขั้นต่ำต่อเวร คู่กับเปอร์เซ็นต์ | จ่ายยอดที่สูงกว่าระหว่างการันตีต่อเวรกับเปอร์เซ็นต์ที่คำนวณได้ | คลินิก — ต้องจ่ายการันตีแม้ไม่มีคนไข้ | การันตีนับต่อเวรหรือต่อเดือน · เวรที่แพทย์มาไม่ครบชั่วโมงนับอย่างไร |
| ขั้นบันได | อัตราต่ำในช่วงยอดต้น แล้วขยับขึ้นเมื่อยอดสะสมผ่านเกณฑ์ | แพทย์ — เดือนที่เงียบจะติดอยู่ที่ขั้นต่ำสุด | ยอดสะสมนับจากอะไร ต่อเคสหรือทั้งเดือน · รอบนับรีเซ็ตเมื่อไร |

### ลองคำนวณเดือนเดียวกันด้วย 4 โมเดล

สมมติแพทย์หนึ่งคนออกตรวจ 8 เวรต่อเดือน แล้วเทียบสองสถานการณ์: **เดือนที่ยุ่ง** ทำ 62 เคส ยอดสุทธิหลังส่วนลด 620,000 บาท กับ**เดือนที่เงียบ** ทำ 26 เคส ยอดสุทธิ 208,000 บาท ตัวเลขทั้งหมดต่อไปนี้สมมติขึ้นเพื่อให้เห็นรูปแบบ ไม่ใช่อัตราอ้างอิงของตลาด

*ตัวอย่างการคำนวณ · ตัวเลข อัตรา และจำนวนเคสทั้งหมดสมมติขึ้น ไม่ใช่ข้อมูลจากคลินิกจริงหรืออัตราอ้างอิงของตลาด*

| โมเดล | สูตร | เดือนที่ยุ่ง (62 เคส · 620,000) | เดือนที่เงียบ (26 เคส · 208,000) |
| --- | --- | --- | --- |
| ก. เปอร์เซ็นต์คงที่ | 20% ของยอดสุทธิ | 124,000 | 41,600 |
| ข. เหมาจ่ายต่อเคส | 1,800 บาท × จำนวนเคส | 111,600 | 46,800 |
| ค. การันตีต่อเวร | สูงกว่าระหว่าง 8,000 × 8 เวร กับ 20% ของยอดสุทธิ | 124,000 | 64,000 |
| ง. ขั้นบันได | 15% ของยอด 300,000 แรก · 25% ของส่วนที่เกิน | 125,000 | 31,200 |

อ่านตารางตามแนวนอนแล้วจะเห็นสิ่งที่ตัวเลขเดี่ยว ๆ ไม่บอก ในเดือนที่ยุ่ง ทั้งสี่โมเดลจ่ายใกล้กันมาก คือระหว่าง 111,600 ถึง 125,000 บาท ต่างกันไม่ถึง 12% แต่ในเดือนที่เงียบ ช่วงกว้างขึ้นเป็น 31,200 ถึง 64,000 บาท หรือต่างกันกว่าเท่าตัว **การเถียงกันว่าจะเอา 18% หรือ 20% จึงเป็นการเถียงกันผิดจุด** เรื่องที่ต้องตกลงคือพฤติกรรมของโมเดลในเดือนที่ไม่ปกติ

อีกจุดที่มักถูกมองข้าม: โมเดล ข จ่ายมากกว่าโมเดล ก ในเดือนที่เงียบ (46,800 เทียบกับ 41,600) เพราะราคาเฉลี่ยต่อเคสเดือนนั้นตกลงมาที่ 8,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าจุดคุ้มทุนของค่าเหมาจ่าย 1,800 บาทที่อัตรา 20% (คือ 9,000 บาท) ถ้าคลินิกวางแผนจัดโปรโมชั่นราคาถูกจำนวนมาก โมเดลเหมาจ่ายต่อเคสจะแพงกว่าที่คิดไว้ทันที

## ค่า DF กับภาษี: เข้าเงินได้ประเภทไหน หักเท่าไร ยื่นแบบอะไร

![มือลงชื่อในข้อตกลงค่าตอบแทนแพทย์หน้าสุดท้าย](https://www.flowclinic.tech/images/blog/df-fee/df-fee-withholding-tax.webp)

จุดที่คลินิกพลาดบ่อยที่สุดคือคิดว่าค่า DF มีวิธีคิดภาษีแบบเดียว จริง ๆ แล้ว **รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างคลินิกกับแพทย์เป็นตัวกำหนดประเภทเงินได้** และประเภทเงินได้เป็นตัวกำหนดว่าหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไรและยื่นแบบไหน กรมสรรพากรเคยตอบข้อหารือเรื่องนี้ไว้ชัดเจนสองฉบับ

ข้อหารือ กค 0811/4394 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 พิจารณาสองกรณีในคราวเดียว กรณีแรก แพทย์ทำ**ข้อตกลงเป็นหนังสือขอใช้สถานที่**ของสถานพยาบาลเพื่อประกอบวิชาชีพ สถานพยาบาลเป็นผู้เก็บเงินจากคนไข้แล้วจ่ายส่วนแบ่งให้แพทย์ตามที่ตกลง กรมสรรพากรวินิจฉัยว่าเงินค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับจากผู้ป่วย "ทั้งจำนวนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6)" กรณีที่สอง แพทย์ภายนอกที่มารักษาเป็นครั้งคราวโดยไม่มีข้อตกลงลักษณะนั้น และได้รับค่าตอบแทนจากสถานพยาบาลสำหรับงานที่ทำ เป็นเงินได้ตาม **มาตรา 40 (2)** คือเงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้

*อ้างอิง: ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 · ข้อหารือ กค 0811/4394 (2545) · คำสั่งกรมสรรพากร ท.ป. 4/2528 ข้อ 7 (1) · หัวแบบ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.3 ระบุขอบเขตของแต่ละแบบไว้เอง*

| ลักษณะความสัมพันธ์ | ประเภทเงินได้ | ผู้จ่ายหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร | แบบที่ยื่น |
| --- | --- | --- | --- |
| แพทย์เป็นลูกจ้างคลินิก มีเงินเดือนประจำ | มาตรา 40 (1) การจ้างแรงงาน | คำนวณตามมาตรา 50 (1) โดยคูณเงินได้ด้วยจำนวนคราวที่ต้องจ่าย | ภ.ง.ด.1 |
| แพทย์รับทำงานให้เป็นครั้งคราว ไม่มีข้อตกลงใช้สถานที่ | มาตรา 40 (2) การรับทำงานให้ | คำนวณตามมาตรา 50 (1) เช่นเดียวกัน | ภ.ง.ด.1 |
| แพทย์ทำข้อตกลงใช้สถานที่ คลินิกเก็บเงินจากคนไข้แล้วแบ่งให้ | มาตรา 40 (6) วิชาชีพอิสระ การประกอบโรคศิลป | ผู้จ่ายที่เป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น หักในอัตราร้อยละ 3.0 | ภ.ง.ด.3 |

> **ข้อที่มักเข้าใจผิด: ฐานเงินได้ของแพทย์อาจไม่ใช่ยอด DF ที่โอนให้** — ข้อหารือ กค 0702/5760 ลงวันที่ 6 กันยายน 2560 วางไว้ว่า "เงินที่ผู้ได้รับอนุญาตเรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6)" ไม่ใช่เฉพาะส่วนที่เหลือหลังหักส่วนแบ่งของสถานพยาบาล นั่นแปลว่าในโครงสร้างแบบใช้สถานที่ ตัวเลขที่แพทย์ต้องนำไปยื่นภาษีอาจใหญ่กว่ายอดที่โอนเข้าบัญชีมาก ใบสรุปค่า DF รายเดือนจึงควรแสดงทั้ง**ยอดที่เก็บจากคนไข้** และ**ส่วนแบ่งของคลินิก** ไม่ใช่แสดงแค่ยอดสุทธิที่โอน มิฉะนั้นแพทย์จะไม่มีตัวเลขที่ต้องใช้

### แล้ว VAT

ประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ญ) ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ "การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล" และ (ฌ) ยกเว้นให้แก่ "การให้บริการการประกอบโรคศิลปะ การสอบบัญชี การว่าความ หรือการประกอบวิชาชีพอิสระอื่น" ผลคือทั้งค่ารักษาที่คลินิกเก็บจากคนไข้ และค่า DF ที่เป็นค่าตอบแทนการประกอบโรคศิลปะของแพทย์ ไม่ได้อยู่ในระบบ VAT อย่างไรก็ตามการยกเว้นนี้ผูกกับ**ตัวบริการ** ไม่ใช่ผูกกับตัวคลินิกทั้งองค์กร คลินิกที่ขายสินค้าอื่นด้วยจึงต้องให้ผู้ทำบัญชีดูว่ารายการใดอยู่นอกถ้อยคำนี้

## สามเรื่องที่ทำให้ทะเลาะกันเรื่องค่า DF ทุกสิ้นเดือน

ข้อพิพาทเรื่อง DF แทบไม่เคยเกิดจากอัตราที่ตกลงกันไว้ มันเกิดจากเคสที่ข้อตกลงไม่ได้พูดถึง แล้วสองฝ่ายตีความคนละแบบโดยสุจริตทั้งคู่ สามเรื่องข้างล่างนี้ครอบคลุมข้อพิพาทส่วนใหญ่ที่เกิดในคลินิกความงาม

### 1. ค่า DF บนราคาที่ลดแล้ว โปรโมชั่น และวอยเชอร์

คนไข้ซื้อโปรราคา 12,000 บาทจากราคาป้าย 18,000 บาท แล้วยังใช้วอยเชอร์ 1,000 บาทอีก แพทย์มองว่างานที่ทำเท่าเดิม DF จึงควรคิดจาก 18,000 คลินิกมองว่าเงินที่เข้าจริงคือ 11,000 ทั้งสองมุมมีเหตุผล และไม่มีคำตอบที่ถูกต้องสากล **สิ่งที่ต้องมีคือการเลือกไว้ล่วงหน้าข้อเดียว** ว่าฐานคำนวณคือราคาป้าย ราคาสุทธิหลังส่วนลด หรือราคาสุทธิหลังหักต้นทุนเวชภัณฑ์ แล้วเขียนตัวอย่างการคำนวณที่มีทั้งส่วนลดและวอยเชอร์ประกอบไว้ในข้อตกลงหนึ่งตัวอย่าง

### 2. ค่า DF ของคอร์สที่ใช้หลายครั้ง

คนไข้ซื้อคอร์ส 10 ครั้งในเดือนมกราคม จ่ายเงินครบทันที แล้วทยอยมาใช้จนถึงเดือนกันยายน โดยครั้งที่ 1–4 แพทย์ ก. เป็นคนทำ และครั้งที่ 5–10 แพทย์ ก. ลาออกไปแล้ว ถ้าข้อตกลงเขียนว่า DF เกิด "เมื่อขาย" แพทย์ ก. ได้ DF ของทั้ง 10 ครั้งในเดือนมกราคม และคลินิกต้องหาคนมาทำอีก 6 ครั้งโดยไม่มีงบ DF เหลือ ถ้าเขียนว่า DF เกิด "เมื่อใช้จริงแต่ละครั้ง" ปัญหานั้นหายไป แต่ต้องตกลงเพิ่มว่า**ราคาต่อครั้งคิดจากอะไร** ราคาป้ายต่อครั้ง หรือราคาคอร์สที่ขายจริงหารด้วยจำนวนครั้ง — สองวิธีให้ตัวเลขต่างกันเสมอเมื่อคอร์สถูกลดราคา

### 3. ค่า DF เมื่อคืนเงิน เกิดภาวะแทรกซ้อน หรือต้องแก้เคส

เคสที่จ่าย DF ไปแล้วเมื่อสองเดือนก่อน วันนี้คนไข้ขอคืนเงินบางส่วน หรือกลับมาแก้ไขโดยไม่เสียเงินเพิ่ม คำถามคือ DF ที่จ่ายไปแล้วจะเรียกคืนไหม เรียกคืนเต็มจำนวนหรือตามสัดส่วนที่คืนให้คนไข้ และการมาแก้เคสครั้งที่สองนับเป็นเคสใหม่ที่ได้ DF อีกครั้งหรือไม่ ข้อตกลงส่วนใหญ่เงียบเรื่องนี้ ทำให้กลายเป็นการเจรจารายเคสทุกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำลายความสัมพันธ์เร็วที่สุด

- **ฐานคำนวณ** — ระบุชัดว่าคิดจากราคาป้าย ราคาสุทธิหลังส่วนลดและวอยเชอร์ หรือราคาสุทธิหลังหักต้นทุนเวชภัณฑ์ พร้อมตัวอย่างคำนวณหนึ่งเคสที่มีทั้งส่วนลดและวอยเชอร์
- **จังหวะที่ DF เกิด** — เกิดเมื่อคนไข้ชำระเงิน หรือเมื่อให้บริการเสร็จ และสำหรับคอร์สให้ระบุแยกอีกครั้งว่ายึดจังหวะไหน
- **ราคาต่อครั้งของคอร์ส** — ราคาป้ายต่อครั้ง หรือราคาที่ขายจริงเฉลี่ยต่อครั้ง เลือกหนึ่งอย่างและเขียนสูตรลงไป
- **การคืนเงินและการยกเลิก** — DF ถูกกลับรายการตามสัดส่วนของยอดที่คืน และหักจากงวดถัดไป ระบุด้วยว่าถ้าแพทย์ลาออกไปแล้วจะจัดการอย่างไร
- **การแก้เคสและภาวะแทรกซ้อน** — ระบุว่าการแก้ไขภายในกี่วันถือเป็นส่วนหนึ่งของเคสเดิม (ไม่มี DF ใหม่) และหลังจากนั้นถือเป็นเคสใหม่
- **เคสที่มีแพทย์มากกว่าหนึ่งคน** — ผู้ปรึกษาเคสกับผู้ลงมือทำแบ่ง DF กันอย่างไร และใครเป็นคนตัดสินเมื่อไม่ตรงกัน
- **กำหนดวันปิดงวด วันส่งใบสรุป และวันโอน** — พร้อมช่วงเวลาที่แพทย์ทักท้วงได้ เช่น ภายในกี่วันหลังได้รับใบสรุป
- **อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่จะใช้และแบบที่คลินิกจะยื่น** — เพื่อไม่ให้ยอดโอนสุทธิเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ในเดือนแรก

> **เส้นที่ข้อบังคับแพทยสภาขีดไว้** — ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2565 ข้อ 22 กำหนดว่าผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม "ต้องไม่ให้หรือยอมให้มีการให้ค่าตอบแทนเป็นเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนใด ๆ อันเนื่องมาจากการรับผู้ป่วย การส่งผู้ป่วย และการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการตรวจวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วย เว้นแต่การให้หรือรับตามธรรมจรรยา" และข้อ 21 กำหนดว่าต้องไม่เรียกร้องค่าตอบแทนนอกเหนือจากค่าตอบแทนที่ควรได้รับ ค่า DF ที่จ่ายให้แพทย์สำหรับงานที่แพทย์ลงมือทำเอง เป็นคนละเรื่องกับผลตอบแทนที่ผูกกับการรับหรือส่งต่อผู้ป่วย ถ้าโครงสร้างค่าตอบแทนที่ออกแบบไว้เริ่มมีองค์ประกอบหลัง ให้ปรึกษาแพทยสภาก่อน บทความนี้ไม่ได้วินิจฉัยว่าโครงสร้างใดเข้าข่ายข้อ 22

## ใบสรุปค่า DF รายเดือนควรมีอะไรบ้าง

![หน้าจอ POS ของคลินิกกับใบสรุปค่า DF ที่พิมพ์ออกมาวางคู่กัน](https://www.flowclinic.tech/images/blog/df-fee/df-fee-reconcile-pos.webp)

ใบสรุปที่ดีต้องทำให้แพทย์ตรวจได้เองโดยไม่ต้องถาม และต้องกระทบยอดกลับไปหาระบบขายหน้าร้านได้ หลักคือ **เริ่มจากยอดที่เก็บจากคนไข้ แล้วเดินลงมาทีละบรรทัดจนถึงยอดโอน** ไม่ใช่โยนตัวเลขสุทธิมาก้อนเดียว ตัวอย่างข้างล่างมีเลขกำกับแต่ละบรรทัดเพื่อให้อ้างถึงได้

**คลินิกเวชกรรมพรพิมล · ใบสรุปค่าธรรมเนียมแพทย์** — งวด 1–31 สิงหาคม 2569 · พญ.ชนัญญา วีระพงษ์
- (1) เกณฑ์ตัดยอด: รายการที่ชำระเงินครบแล้วภายในงวด · 96 ใบเสร็จ · 148 รายการหัตถการ
- (2) ยอดที่เก็บจากคนไข้ (ราคาป้าย): 815,000.00 บาท
- (3) หัก ส่วนลดและวอยเชอร์: -73,000.00 บาท
- (4) ยอดสุทธิที่เก็บได้: 742,000.00 บาท
- (5) หัก ต้นทุนเวชภัณฑ์ตามข้อตกลง: -96,000.00 บาท
- (6) ฐานคำนวณ DF: 646,000.00 บาท
- (7) ค่า DF ตามอัตรารายหัตถการ (เฉลี่ย 23.0%): 148,580.00 บาท
- (8) ปรับลด จากการคืนเงิน 2 เคส: -6,380.00 บาท
- (9) ค่า DF ก่อนหักภาษี: 142,200.00 บาท
- (10) หักภาษี ณ ที่จ่าย 3.0% (ภ.ง.ด.3): -4,266.00 บาท
- (11) ยอดโอนสุทธิ: 137,934.00 บาท
แนบไฟล์รายเคส 148 บรรทัด (วันที่ · HN · หัตถการ · ราคาป้าย · ส่วนลด · ฐาน · อัตรา · DF) · ทักท้วงได้ถึง 10 ก.ย. 2569
_ตัวอย่างใบสรุปค่า DF รายเดือน · ชื่อคลินิก ชื่อแพทย์ และตัวเลขทั้งหมดสมมติขึ้น ไม่ใช่ของคลินิกจริง_

วิธีกระทบยอดคือเทียบบรรทัดที่ 2 กับรายงานยอดขายของระบบขายหน้าร้านในช่วงเดียวกัน โดยกรองเฉพาะบิลที่มีแพทย์คนนี้เป็นผู้ทำ ถ้าตรง แปลว่าปัญหา (ถ้ามี) อยู่ที่อัตราหรือฐานคำนวณ ถ้าไม่ตรง แปลว่าปัญหาอยู่ที่การผูกแพทย์กับรายการขาย ซึ่งแก้ที่ต้นทางได้ทันที การแยกสองกรณีนี้ออกจากกันคือสิ่งที่ทำให้ตรวจใบสรุปเสร็จภายในสิบนาทีแทนที่จะเป็นครึ่งวัน บรรทัดที่ 8 ต้องแจกแจงเป็นรายเคสในไฟล์แนบเสมอ เพราะเป็นบรรทัดที่ถูกทักท้วงบ่อยที่สุด

## วิธีวางระบบค่า DF ที่ไม่ต้องเถียงกันทุกเดือน

1. เลือกฐานคำนวณเดียวสำหรับทั้งคลินิก
   ราคาป้าย ราคาสุทธิหลังส่วนลด หรือราคาสุทธิหลังหักต้นทุนเวชภัณฑ์ เลือกหนึ่งอย่างและใช้กับแพทย์ทุกคน ถ้ามีข้อยกเว้นรายบุคคล ให้เป็นข้อยกเว้นที่เขียนไว้ ไม่ใช่ความเข้าใจที่ต่างกัน
2. ทำตารางอัตรา DF รายแพทย์ × รายหัตถการ ไม่ใช่อัตราเดียวทั้งคลินิก
   หัตถการที่ใช้ทักษะต่างกันควรมีอัตราต่างกัน และแพทย์ที่มีประสบการณ์ต่างกันก็เช่นกัน ตารางนี้ทำครั้งเดียวและแก้เมื่อมีการเจรจา ไม่ใช่คิดใหม่ทุกเดือน
3. กำหนดจังหวะที่ DF เกิด แล้วให้ระบบล็อกยอดที่จังหวะนั้น
   เมื่อชำระเงินครบ หรือเมื่อให้บริการเสร็จ เลือกหนึ่งอย่างต่อประเภทงาน สิ่งสำคัญคือเมื่อล็อกแล้วอัตราที่ใช้ต้องถูกบันทึกติดไปกับรายการ ถ้าเดือนหน้าปรับอัตรา รายการเก่าต้องไม่เปลี่ยนตาม
4. แยกกติกาของคอร์สออกมาเขียนต่างหาก
   คอร์สคือที่มาของข้อพิพาทมากที่สุดเพราะเงินกับงานเกิดคนละเดือน ระบุจังหวะที่ DF เกิด สูตรราคาต่อครั้ง และสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับครั้งที่เหลือเมื่อแพทย์ลาออก
5. ทำให้การกลับรายการเป็นเรื่องอัตโนมัติ ไม่ใช่การเจรจา
   เมื่อมีการคืนเงิน DF ควรถูกกลับรายการตามสัดส่วนโดยเป็นบรรทัดติดลบที่มองเห็นได้ ไม่ใช่การลบรายการเดิมทิ้ง เพราะเดือนที่ยอดหายไปโดยไม่มีร่องรอยคือเดือนที่ความไว้ใจหายไปด้วย
6. ตกลงวันปิดงวด วันส่งใบสรุป และวันโอน แล้วยึดตามนั้น
   เช่น ปิดงวดสิ้นเดือน ส่งใบสรุปวันที่ 5 ทักท้วงได้ถึงวันที่ 10 โอนวันที่ 15 ปฏิทินที่แน่นอนตัดคำถาม "เมื่อไรจะได้" ออกไปทั้งหมด และทำให้การทักท้วงมีที่ทางของมัน
7. ให้แพทย์เห็นยอดสะสมระหว่างเดือน ไม่ใช่รอสิ้นเดือน
   เมื่อแพทย์เห็นตัวเลขเดินทุกวัน ความคลาดเคลื่อนจะถูกทักท้วงตอนที่ยังหาต้นตอได้ง่าย แทนที่จะถูกทักท้วงพร้อมกันทีเดียว 148 รายการในวันปิดงวด
8. ทบทวนอัตราตามปฏิทิน ไม่ใช่ตามอารมณ์
   กำหนดรอบทบทวน เช่น ทุก 6 เดือน หรือเมื่อโครงสร้างราคาเปลี่ยน การรู้ล่วงหน้าว่ามีรอบทบทวนทำให้ไม่ต้องมีใครเปิดเรื่องกลางเดือน

## ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

- **ตกลงเป็นเปอร์เซ็นต์โดยไม่ระบุว่าเปอร์เซ็นต์ของอะไร** — ข้อพิพาทอันดับหนึ่ง และเป็นข้อที่แก้ได้ด้วยประโยคเดียวในวันที่เริ่มงาน
- **คำนวณ DF จากบิล แต่โอนเงินตามยอดที่จำได้** — เมื่อยอดโอนไม่ตรงกับใบสรุปสองสามเดือนติด แพทย์จะเลิกอ่านใบสรุป และหลังจากนั้นความผิดพลาดจริง ๆ จะไม่ถูกจับได้อีกเลย
- **ไม่บันทึกอัตราที่ใช้ไว้กับรายการ** — พอปรับอัตราใหม่ รายงานย้อนหลังเปลี่ยนตามทั้งหมด และไม่มีใครพิสูจน์ได้อีกว่าเดือนก่อนตกลงกันที่เท่าไร
- **หักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยอัตราเดียวกับแพทย์ทุกคน โดยไม่ดูรูปแบบความสัมพันธ์** — แพทย์ที่เป็นลูกจ้างกับแพทย์ที่ทำข้อตกลงใช้สถานที่ อยู่คนละมาตราและยื่นคนละแบบ
- **แสดงเฉพาะยอดโอนสุทธิในใบสรุป** — แพทย์ที่เข้าข่ายมาตรา 40 (6) ต้องใช้ตัวเลขยอดที่เก็บจากคนไข้ในการยื่นภาษีของตัวเอง ถ้าใบสรุปไม่มี เขาจะต้องมาขอทุกปี
- **ปล่อยให้คอร์สค้างท่ออยู่ในระบบโดยไม่มีเจ้าของ** — ครั้งที่เหลือของคอร์สที่แพทย์เดิมลาออกไปแล้ว จะกลายเป็นงานที่ไม่มีงบ DF รองรับ ถ้าไม่ได้เขียนกติกาไว้ก่อน
- **ใช้ไฟล์สเปรดชีตที่มีคนแก้ได้หลายคน** — ปัญหาไม่ใช่สูตรผิด แต่คือไม่มีใครบอกได้ว่าใครแก้อะไรเมื่อไร ซึ่งเป็นคำถามเดียวที่สำคัญเมื่อตัวเลขไม่ตรง

## เช็กลิสต์ก่อนเซ็นหรือแก้ข้อตกลงค่า DF

ใช้ตอนคุยกับแพทย์คนใหม่ หรือตอนทบทวนข้อตกลงเดิม ถ้ามีข้อไหนติ๊กไม่ได้ นั่นคือข้อที่จะกลายเป็นข้อพิพาทในอีกไม่กี่เดือน

- [ ] ระบุฐานคำนวณชัดเจน — ราคาป้าย ราคาสุทธิหลังส่วนลด หรือหลังหักต้นทุนเวชภัณฑ์
- [ ] มีตัวอย่างการคำนวณหนึ่งเคสที่มีทั้งส่วนลดและวอยเชอร์ประกอบไว้ในเอกสาร
- [ ] ระบุอัตราเป็นรายหัตถการหรือรายกลุ่มหัตถการ ไม่ใช่อัตราเดียวลอย ๆ
- [ ] ระบุจังหวะที่ DF เกิด — เมื่อชำระเงิน หรือเมื่อให้บริการเสร็จ
- [ ] มีวรรคของคอร์ส: DF เกิดเมื่อใช้ครั้งใด ราคาต่อครั้งคิดจากอะไร และครั้งที่เหลือเป็นของใครเมื่อแพทย์ลาออก
- [ ] มีวรรคของการคืนเงินและการยกเลิก พร้อมวิธีกลับรายการและงวดที่จะหัก
- [ ] มีวรรคของการแก้เคสและภาวะแทรกซ้อน ว่าอะไรคือส่วนหนึ่งของเคสเดิม
- [ ] มีวรรคของเคสที่มีแพทย์มากกว่าหนึ่งคน
- [ ] ระบุประเภทเงินได้ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่จะใช้ และแบบที่คลินิกจะยื่น
- [ ] ระบุปฏิทิน — วันปิดงวด วันส่งใบสรุป ช่วงทักท้วง และวันโอน
- [ ] ระบุรอบทบทวนอัตรา และเงื่อนไขที่ทำให้ต้องทบทวนก่อนกำหนด
- [ ] แพทย์เห็นยอดสะสมของตัวเองระหว่างเดือนได้ ไม่ต้องรอใบสรุป

## ตารางอัตรา DF รายแพทย์ ล็อกยอดจากบิลจริง
Flow Clinic เก็บอัตราค่า DF เป็นตารางรายแพทย์ × รายหัตถการ ตั้งเป็นเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนเงินคงที่ก็ได้ แล้วล็อกยอดจากใบเสร็จจริงเมื่อชำระเงินหรือเมื่อปิดเคส อัตราและฐานที่ใช้ถูกบันทึกติดไปกับรายการทุกบรรทัด ไม่มีใครต้องไล่พิมพ์ใหม่ตอนสิ้นเดือน
- เลือกได้ว่าจะคิดจากราคาสุทธิหลังส่วนลดหรือราคาป้าย และหักต้นทุนเวชภัณฑ์ก่อนคิดได้ โดยฐาน ส่วนลด และต้นทุนที่หัก ถูกเก็บแยกช่องไว้กับรายการ DF แต่ละบรรทัด
- คอร์สที่ใช้หลายครั้ง ตั้งได้ว่า DF เกิดตอนขายหรือตอนใช้จริงแต่ละครั้ง และเลือกได้ว่าจะตีราคาต่อครั้งด้วยราคาป้ายหรือราคาที่ขายจริง
- คืนเงินหรือยกเลิกบิล ระบบกลับรายการ DF ตามสัดส่วนที่คืนให้อัตโนมัติ เป็นบรรทัดติดลบที่ตรวจย้อนได้ ไม่ใช่การลบรายการเดิมทิ้ง
- รองรับขั้นบันไดแบบคิดต่อเคส และการันตีขั้นต่ำรายเดือนที่คำนวณส่วนต่างให้ตอนปิดงวดเงินเดือน
- รายงานสรุป DF รายเดือนแยกรายแพทย์ ปรับอัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ (ค่าเริ่มต้น 3%) แสดงยอดจ่ายสุทธิ และส่งออกเป็นไฟล์ CSV

## แหล่งอ้างอิง
1. [ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 — ประเภทของเงินได้พึงประเมิน (40(1) การจ้างแรงงาน · 40(2) การรับทำงานให้ · 40(6) วิชาชีพอิสระ)](https://www.rd.go.th/5937.html) — กรมสรรพากร
2. [คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528 ข้อ 7 (1) — หักภาษี ณ ที่จ่ายเงินได้จากวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40 (6) ในอัตราร้อยละ 3.0](https://www.rd.go.th/3479.html) — กรมสรรพากร · ผู้จ่ายต้องเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น
3. [ข้อหารือ กค 0811/4394 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 — ค่าตอบแทนแพทย์ที่ทำข้อตกลงใช้สถานที่เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) ส่วนแพทย์ที่รับทำงานให้เป็นครั้งคราวเป็นมาตรา 40 (2)](https://www.rd.go.th/25073.html) — กรมสรรพากร
4. [ข้อหารือ กค 0702/5760 ลงวันที่ 6 กันยายน 2560 — เงินที่เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6)](https://www.rd.go.th/27764.html) — กรมสรรพากร
5. [ประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ฌ) และ (ญ) — ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มแก่การให้บริการการประกอบโรคศิลปะ และการให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาล](https://www.rd.go.th/5206.html) — กรมสรรพากร
6. [แบบ ภ.ง.ด.3 — สำหรับการหักภาษี ณ ที่จ่ายกรณีจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40 (5) (6) (7) (8)](https://www.rd.go.th/fileadmin/tax_pdf/withhold/270360_WHT3.pdf) — กรมสรรพากร
7. [แบบ ภ.ง.ด.1 — สำหรับการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) กรณีจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40 (1) (2)](https://www.rd.go.th/fileadmin/tax_pdf/withhold/200360_WHT1.pdf) — กรมสรรพากร
8. [ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2565 ข้อ 21 และ ข้อ 22](https://tmc.or.th/pdf/tmc-04-09122565.pdf) — แพทยสภา · ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 139 ตอนพิเศษ 272 ง 23 พฤศจิกายน 2565
9. [พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 32 (3) — ผู้รับอนุญาตต้องแสดงอัตราค่ารักษาพยาบาล ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าบริการอื่น ณ สถานพยาบาล](https://www.hss.moph.go.th/fileupload_doc/2023-10-09-1-23-124335868.pdf) — กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

## คำถามที่พบบ่อย

### ค่า DF ควรอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์
ไม่มีอัตรากลางที่ประกาศไว้เป็นทางการ และบทความนี้ไม่อ้างตัวเลขอ้างอิงของตลาดเพราะหาแหล่งที่ตรวจสอบได้ไม่ได้ สิ่งที่ตรวจสอบได้คือโครงสร้าง: อัตราที่เหมาะสมขึ้นกับว่าคลินิกหรือแพทย์เป็นคนแบกต้นทุนเวชภัณฑ์ ใครหาคนไข้ ใครรับความเสี่ยงเมื่อเดือนเงียบ และ DF คิดจากราคาป้ายหรือราคาสุทธิ ตัวเลขสองตัวที่ดูเท่ากันบนกระดาษให้ผลต่างกันมากเมื่อฐานคำนวณต่างกัน

### ค่า DF ต่างจากค่าคอมมิชชั่นอย่างไร
ค่า DF คือค่าตอบแทนของแพทย์ผู้ทำหัตถการโดยเฉพาะ ส่วนค่าคอมมิชชั่นเป็นคำกว้างที่ครอบคลุมบทบาทอื่นในเคสเดียวกันด้วย เช่น ที่ปรึกษาความงามที่ปิดการขาย พยาบาลผู้ช่วย หรือผู้แนะนำคนไข้ ในทางบัญชีทั้งสองเป็นค่าใช้จ่ายของคลินิกเหมือนกัน แต่ควรเก็บแยกกัน เพราะฐานคำนวณ จังหวะที่เกิด และการหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

### คลินิกต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่า DF ทุกกรณีหรือไม่
ขึ้นอยู่กับสองอย่าง คือประเภทเงินได้และสถานะของผู้จ่าย คำสั่งกรมสรรพากร ท.ป. 4/2528 ข้อ 7 กำหนดหน้าที่หักภาษีร้อยละ 3.0 สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (6) ไว้กับผู้จ่ายที่เป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น คลินิกที่ดำเนินการในนามบุคคลธรรมดาจึงไม่ได้อยู่ในถ้อยคำของข้อนี้ ส่วนการหักตามมาตรา 50 (1) สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (1) และ (2) ใช้กับผู้จ่ายที่เป็นบุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล ให้ผู้ทำบัญชียืนยันสถานะของคลินิกก่อนตั้งค่าในระบบ

### คลินิกต้องออกใบกำกับภาษีสำหรับค่า DF ไหม
การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล และการให้บริการการประกอบโรคศิลปะ ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ญ) และ (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร บริการที่อยู่ในถ้อยคำนี้จึงไม่อยู่ในระบบ VAT แต่การยกเว้นผูกกับตัวบริการไม่ใช่ผูกกับองค์กร คลินิกที่มีรายได้อย่างอื่นด้วยควรให้ผู้ทำบัญชีดูรายการต่อรายการ

### คอร์สที่ขายไปแล้วแต่แพทย์ลาออกก่อนใช้ครบ ต้องทำอย่างไร
ทางเลือกมีสองทางและต้องเลือกไว้ก่อน ไม่ใช่ตอนเกิดเรื่อง ทางแรกคือกำหนดให้ DF เกิดเมื่อใช้บริการจริงแต่ละครั้ง ครั้งที่เหลือจึงตกเป็นของแพทย์คนที่ทำจริง ทางที่สองคือ DF เกิดตอนขาย แล้วเขียนข้อกำหนดเรื่องการเรียกคืนตามสัดส่วนครั้งที่ยังไม่ได้ใช้เมื่อสิ้นสุดความสัมพันธ์ ทั้งสองทางใช้ได้ แต่ทางที่ไม่มีทางใช้ได้คือไม่เขียนอะไรไว้เลย

### คนไข้จะเห็นค่า DF บนใบเสร็จไหม
โดยทั่วไปไม่เห็น เพราะคนไข้ซื้อบริการจากคลินิกในราคาเดียว การแบ่ง DF เป็นข้อตกลงภายใน สิ่งที่กฎหมายกำหนดให้คนไข้ต้องเห็นคืออัตราค่ารักษาพยาบาล ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ และค่าบริการอื่น ที่ผู้รับอนุญาตต้องแสดงไว้ ณ สถานพยาบาลตามมาตรา 32 (3) แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 สิ่งที่ต้องระวังคือราคาที่เรียกเก็บจริงต้องตรงกับอัตราที่แสดงไว้ ไม่ใช่ตรงกับตัวเลขที่ใช้คำนวณ DF ภายใน

### เปลี่ยนอัตรา DF กลางเดือนได้ไหม
ได้ในทางปฏิบัติ แต่ต้องแยกให้ชัดว่าอัตราใหม่มีผลกับรายการที่เกิดตั้งแต่วันไหน และรายการก่อนหน้านั้นต้องไม่ถูกคำนวณใหม่ตาม วิธีที่ทำให้เรื่องนี้ไม่กลายเป็นข้อพิพาทคือให้ระบบบันทึกอัตราที่ใช้ติดไปกับรายการแต่ละบรรทัดตั้งแต่ตอนล็อกยอด ถ้าอัตราถูกอ่านสด ๆ จากตารางตอนออกรายงาน รายงานย้อนหลังจะเปลี่ยนทุกครั้งที่มีการปรับอัตรา และไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเดือนก่อนตกลงกันที่เท่าไร
